www.indochinaontour.com
 
ข้อมูลการท่องเที่ยว ข้อมูลประเทศในอินโดจีน ข้อมูลการเดินทาง ความรู้ทั่วไป ภาษาลาว  








เตรียมตัวเดินทางท่องเที่ยว
รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าข้ามโขง : ข้อควรรู้ก่อนเดินทางไปลาว
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)
การเดินทางสู่ สปป.ลาว
มารู้จักประเทศสหภาพพม่า (เมียนม่าร์)
ตารางเวลาเดินรถโดยสารระหว่างประเทศไทย - สปป.ลาว
เอกสารผ่านแดนเข้าประเทศลาวมี 3 ประเภท
กรณีนำรถยนต์ส่วนตัวเข้า สปป.ลาว
มารู้จักประเทศกัมพูชา
ภาษาลาว วันละหลายๆคำ
มารู้จักกับสิบสองปันนา

มารู้จักกับประเทศเวยดนาม

 
 
 
 



เตรียมตัวท่องเที่ยว



หาข้อมูล

การศึกษาข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยวที่เรากำลังจะเดินทางไปก่อนล่วงหน้า ถือว่าทำให้การท่องเที่ยวในคราวนั้นประสบความสำเร็จไปกว่าครึ่ง ควรศึกษาเส้นทาง การคมนาคม ภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศ ที่พัก ที่กิน ที่ช็อปปิ้ง รวมไปถึงจุดเด่นที่ไม่ควรพลาดของสถานที่นั้นๆ หรือแม้แต่ข้อควรระวังต่างๆ ถ้าเป็นไปได้ควรหาซื้อแผนที่ คู่มือท่องเที่ยวเล่มเล็กๆ และจดหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงาน ททท. สถานีตำรวจ ตำรวจท่องเที่ยว และโรงพยาบาล ติดตัวไปด้วย ยามฉุกเฉินเหล่านี้จะช่วยคุณได้

วางแผนเดินทาง
ควรวางแผนการเดินทางให้เหมาะสมกับเวลาและงบประมาณที่มี เท่านี้ก็จะทำให้พอรู้คร่าวๆได้ว่า เราจะเดินทางไปได้ไกลขนาดไหน จะต้องหยุดแวะกี่จุด แต่ละจุดใช้เวลานานเท่าใด เหมือนกับการหัดทำโปรแกรมท่องเที่ยว หรือให้ลองดูก่อนว่าคนที่จะไปด้วยเป็นใคร ช่วงอายุและความสนใจเป็นอย่างไร แล้วค่อยจัดโปรแกรมให้เหมาะสมกับเพื่อนร่วมทริปของเรา ผลออกมาน่าจะเป็นที่พอใจของทุกคนได้


ตรวจสอบสภาพอากาศ
ก่อนเดินทางท่องเที่ยว สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือฤดูกาลและสภาพดินฟ้าอากาศ เพราะนั่นหมายถึงสิ่งที่เราต้องไปเผชิญ ถ้าอยากเช่าเรือออกไปดำน้ำตามหมู่เกาะ แต่เกิดมีพายุฟ้าคะนอง ฝนตก คลื่นลมแรง น้ำขุ่น ต้องยกเลิกทริป ก็คงไม่สนุกแน่ การตรวจสอบสภาพอากาศล่วงหน้าจึงเป็นหนึ่งในการวางแผนท่องเที่ยวล่วงหน้า ที่จะช่วยให้คุณเที่ยวได้อย่างสนุกสนานและประสบความสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ ทั้งนี้สามารถสอบถามสภาพอากาศได้จากกรมอุตุนิยมวิทยา โทร. +66 (0) 2399 5689 (ในวันและเวลาราชการ)

งบประมาณ
งบประมาณ หรือเรื่องเงิน เป็นสิ่งที่เราสามารถกำหนดได้เองว่า ในการท่องเที่ยวครั้งนี้จะใช้จ่ายประมาณเท่าใด เมื่อทราบยอดเงินโดยรวมแล้ว ก็สามารถเลือกที่พัก ที่กิน ที่เที่ยว และที่ช็อปปิ้ง ให้เหมาะสมกับงบประมาณนั้นได้อย่างลงตัว อย่างไรก็ตาม งบมักบานปลายสำหรับคนที่ชอบซื้อของ เพราะระหว่างทางจะมีข้าวของแปลกๆและสวยงามเอาไว้ล่อตาล่อใจเสมอ จึงต้องหมั่นเตือนตัวเองในเรื่องการคุมงบประมาณด้วย

จัดประเป๋า
เทคนิคการจัดกระเป๋าเพื่อการท่องเที่ยวง่ายนิดเดียว คือ ก่อนอื่นต้องดูจำนวนวันที่จะไป เพื่อจะได้กำหนดจำนวนเสื้อผ้าให้ครบ บางคนชอบจัดเหลือไว้ แต่บางคนชอบจัดพอดีๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น ให้ดูว่าคุณเดินทางแบบไหน ถ้ามีรถยนต์ส่วนตัวก็อาจแบกน้ำหนักเกินได้นิดหน่อย แต่ถ้าต้องหิ้วกระเป๋าขึ้นลงรถโดยสารไปเอง ก็ควรจัดของไปให้น้อยชิ้นที่สุด นอกจากนี้ ยังควรเลือกชนิดกระเป๋าให้เหมาะกับสภาพการเดินทางด้วย เช่น ถ้าจะไปเที่ยวเมืองและพักในโรงแรมหรู ก็อาจใช้กระเป๋าชนิดแข็ง (hard case) ใบสี่เหลี่ยมที่มีล้อและหูลากได้เลย แต่ถ้าจะไปลงเรือเที่ยวเกาะ ก็ควรใช้กระเป๋าชนิดนิ่ม (soft case) ซึ่งผลิตจากวัสดุกันน้ำ ป้องกันของภายในจากน้ำทะเลหรือฝนได้เป็นอย่างดี และถ้าจะไปเดินป่าล่ะก็ กระเป๋าเป้สะพายหลังดูจะเหมาะสมที่สุด

เตรียมยาไปด้วยเสมอ
อุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆระหว่างการท่องเที่ยวมักเกิดขึ้นเสมอ กระเป๋ายาใบเล็กๆซึ่งมียาและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลครบจึงจำเป็น อย่าลืมยาแดง ยาดม ยาลม ยาเม็ดแก้ปวดลดไข้ ยาฆ่าเชื้อในลำไส้ (กรณีท้องเสีย) ยาธาตุน้ำขาว (ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย) ยากันแมลง ยาทาแก้แมลงสัตว์กัดต่อย ยาทาบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ พลาสเตอร์ยาปิดแผล ผ้าพันแผล ฯลฯ เหล่านี้จะช่วยคุณได้เป็นอย่างดีในยามฉุกเฉิน

ติดต่อที่พักล่วงหน้าเสมอ
สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปในรูปแบบของครอบครัว หรือไปเที่ยวเป็นหมู่คณะ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของพวกแบเป้เที่ยว (Backpacker) ที่รักอิสระและความตื่นเต้น ก็ควรติดต่อจองที่พักล่วงหน้าไว้เสมอ เพื่อความสะดวกราบรื่น ไม่ต้องเสียเวลาตระเวนหาที่พักอีก และที่สำคัญ อย่าลืมโทรศัพท์ไปยืนยันการเข้าพักก่อนเดินทางสัก 1-2 วัน เพื่อคุณเองและทางสถานที่พักจะได้มั่นใจเต็มร้อยว่า จะไม่มีเหตุผิดพลาดเกิดขึ้น

สิ่งที่คนมักลืม
บางครั้งสิ่งของชิ้นเล็กๆที่คนมองข้าม ก็อาจช่วยแก้ปัญหาระหว่างการเดินทางได้อย่างยอดเยี่ยม สิ่งที่คนมักลืมนำติดตัวไประหว่างท่องเที่ยวก็เช่น แผนที่ ไฟฉาย มีดพับอันเล็กๆ เข็มกับด้าย ที่ตัดเล็บ หมวก รองเท้าแตะ กระดาษชำระ ชุดยาปฐมพยาบาล สายพ่วงแบตเตอร์รี่สำหรับรถ ที่ชาร์จแบตเตอร์รี่โทรศัพท์มือถือ ไขควง สมุดบันทึกและปากกา ฯลฯ อย่าลืมว่า เตรียมไปให้พร้อม ดีกว่าขาดตกบกพร่อง




รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าข้ามโขง : ข้อควรรู้ก่อนเดินทางไปลาว



วัฒนธรรมประเพณีไทยและลาวมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน แต่ต่างก็มีพัฒนาการในแบบฉบับของตัวเอง ภาษาไทย และลาว มีความคล้ายคลึงกันและสื่อสารกันเข้าใจได้ ทำให้หลายๆท่าน ที่ไม่สันทัดภาษาอังกฤษ มาเที่ยวลาวได้อย่างสบายใจ ชาวลาวทั่วไปมีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี และทำให้คนไทยรู้สึกคุ้นเคยได้ไม่ยาก มีคำแนะนำบางประการที่จะช่วยให้คนไทย ผู้มาเป็นแขก รักษาน้ำใจของเจ้าภาพและสร้างมิตรใหม่ในประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงแห่งนี้


เรื่องแรก คือ เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยลาว คำว่า “บ้านใกล้ เรือนเคียง” เป็นคำที่เหมาะสมในทุกบริบท ส่วนคำว่า “ บ้านพี่เมืองน้อง ” แม้จะสื่อถึงความใกล้ชิด ฉันญาติได้ดีกว่า แต่พีงเข้าใจว่า หมายถึง ความเป็นพี่เป็นน้องของประชาชนชาวไทย และประชาชนชาวลาว ที่นับญาติ และนับถือกันตามอาวุโส ไม่ได้หมายถึงว่า เมืองใดเป็นพี่เมืองใดเป็นน้อง คำหนึ่งในลาว ที่แสดงถึง สานสัมพันธ์ แบบเครือญาติ คือคำว่า “ เป็นแก่ว เป็นดอง ” หมายถึง การเกี่ยวดองกันโดยการแต่งงาน ดังตัวอย่างในสุทรพจน์ ของ ฯพณฯ จูมมาลี ไซยะสอน ประธานประเทศแห่ง สปป.ลาว ในงานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2552 ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ว่า ลาว และไทย เป็นประเทศ บ้านใกล้ เรือนเคียง ที่มีประเพณี วัฒนธรรม และภาษาพูด คล้ายคลึงกัน พร้อมทั้งมีประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวพันกัน มาเนิ่นนาน

เรื่องที่สอง ควรระมัดระวังหัวข้อสนทนา การเริ่มสนทนา ด้วยเครื่องดินฟ้า อากาศ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ละครทีวี หรือปรับทุกข์ เรื่องราคา น้ำมัน เป็นเรื่องทั่วไป ที่หาคนร่วมวงได้ ไม่มีปัญหา แต่บางหัวข้อ ที่หมิ่นเหม่ ต่อการกระทบกระเทือน ความรู้สึก ของผู้ฟัง ก็ควรหลีกเลี่ยง อย่างยิ่ง เช่น การนำความแตกต่างทางภาษา วิถีชีวิต ประเพณี และ วัฒนธรรม มาเปรียบเทียบ หรือ ล้อเลียน ในเชิงตลกขบขัน (มีหลายกรณีที่คนไทยได้รับข้อมูลที่ผิดพราดจากสื่อบันเทิง เกี่ยวกับคำศัพท์ ภาษาลาว หรือชื่อภาพยนต์)
และการแสดงความคิดเห็นแบบ ชาตินิยม ที่อาจนำไปสู่ การโตเถียง ในประเด็นละเอียดอ่อน เช่น ประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง นอกจากนี้ ยังควรเลี่ยงการสนทนาเกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศไทย และไม่ควร ซักถาม เกี่ยวกับประเทศไทย หรือสถาบัน ยกเว้น เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสมัครใจของชาวลาวก่อน

เรื่องที่สาม ควรเข้าใจว่า สปป.ลาว มีมาตรฐาน การดำเนินชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีในแบบฉบับของชาวลาว การได้มาเยือน สปป.ลาว เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เรียนรู้ วิถีชืวิต ของท้องถิ่นของประเทศเพื่อนบ้าน การนำมาตรฐาน การดำเนินชิวิตในประเทศไทย มาเป็นข้อเปรียบเทียบ เรียกร้อง จำทำให้เจ้าบ้านไม่สบายใจ หรืออึดอัดใจได้

เรื่องที่สี่ ควรทราบและปฎิบัติ ตามกฎหมายและวัฒนธรรม ประเพณี อันดีงามของชาวลาว เช่น ควรแสดงความเคารพ บุคคลสำคัญ ของลาว ที่ชาวลาวเคารพ ยกย่อง อย่างเหมาะสม ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะ โดยเฉพาะเมื่อไปสถานที่ทางศาสนา และ สถานที่ราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ควรแต่งเครื่องแบบ และพกอาวุธ เข้ามาใน สปป.ลาว หากมิใช่เป็นการเยือนอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ควรทราบว่า ห้ามพักค้างคืนที่บ้านคนลาว โดยไม่แจ้งต่อนายบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน)ก่อน
** และการมีเพศสัมพันธ์กับคนลาว ที่ไม่ใช่คู่สมรสเป็นเรื่องผิดกฎหมาย หากละเมิดจะถูกกักตัว จนกว่าจะนำเงินมาจ่ายค่าปรับ ขั้นต่ำ 500 เหรียญ ดอลล่าร์สหรัฐ และถูกส่งกลับประเทศ ** จึงต้องระมัดระวัง และหลีกเลี่ยง หากมีการชักชวนให้ไปท่องเที่ยว และซื้อบริการที่ผิดกฎหมายและศีลธรรมอันดี

เรื่องที่ห้า กิจกรรมที่ห้ามทำ ได้แก่ ห้ามถ่ายรูปสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น ค่ายทหาร สถานีเรดาร์ หากฝ่าฝืน จะถูกดำเนินคดี โดยมีโทษ ทั้งจำ ทั้งปรับ ซึ่งเคยปรากฏ เป็นกรณีมาหลายครั้งแล้ว และห้ามนักท่องเที่ยวลงไปเดินเล่นที่หาดทรายในแม่น้ำโขง หลังเวลา 17.00 น. หากใครฝ่าฝืน จะมีโทษ ปรับ




การเดินทางสู่ สปป.ลาว




ทางบก/ทางน้ำ


ประเทศไทย-สปป.ลาว มีจุดผ่านแดนสากลเชื่อมถึงกัน ใน 5 จังหวัดคือ
1. จังหวัดเชียงราย : ด่านเชียงของ-ห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว โดยเรือ
2. จังหวัดหนองคาย : สะพานมิตรภาพไทย-ลาว –ออสเตรเลีย-กำแพงนครเวียงจันทน์
3. จังหวัดนครพนม : ด่านท่าเรือ-ท่าแขก แขวงคำม่วน
4. จังหวัดมุกดาหาร : สะพานมิตรภาพไทย-สปป.ลาว ด่านมุกดาหาร-สะหวันนะเขต
5. จังหวัดอุบลราชธานี : ด่านช่องเม็ก-วังเต่า แขวงจำปาสัก
6. บริษัท สะบายดีบัส (Sabaidee Bus) ซึ่งเป็นของเอกชนบริการวิ่งระหว่างถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ-เวียงจันทน์ โดยเป็นรถทัวร์ VIP มีห้องน้ำในตัว และโทรทัศน์ให้ชมระหว่างการเดินทางด้วย
7. ปัจจุบัน มีรถไฟสายแรกที่เปิดให้บริการแล้ว เชื่อมไทย-ลาวจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ไปยังเมืองท่านาแล้ง

ทางอากาศ
จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ มีเครื่องบินโดยสารการบินตรงสู่สนามบินนานาชาติวัดไต นครเวียงจันทน์และสนามบินหลวงพระบางทุกวัน

สายการบินลาว
สำนักงานกรุงเทพฯ โทร 02-2369822-3
สำนักงาน นครเวียงจันทน์ โทร 21-212057

สายการบินไทย

สำนักงานกรุงเทพฯ โทร 02 – 3561111 สำนักงาน นครเวียงจันทน์ โทร สายการบินบางกอกแอร์เวยส์ สำนักงาน กรุงเทพฯ โทร 02-2655555 สำนักงาน หลวงพระบาง โทร
ค่าภาษี ลาวเก็บค่าธรรมเนียมใช้สนามบินเส้นทางบินระหว่างประเทศ(ขาออก) คนละ 10 เหรียญสหรัฐฯ ชำระรวมในอัตราค่าบัตรโดยสาร

การเดินทางในประเทศ


ทางบก
การคมนาคมเป็นปัญหาสำคัญของลาว เพราะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นป่าเขา และลาวยังไม่มีรถไฟใช้ ถนนหนทางมีสภาพค่อนข้างแย่ ที่ราดยางแล้วมีไม่ถึง 1 ใน 4 ของทั้งประเทศ รัฐบาล พยายามพัฒนาปรับปรุงโดยได้รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติและองค์กรความช่วยเหลือนานาชาติ อาทิ ทางหลวงหมายเลข 13 ถนนสายหลักของลาวที่ฝรั่งเศสสร้างไว้สมัยอาณานิคม กลายเป็นราดยางอย่างดีตั้งแต่หลวงพระบางไปจนถึงสะหวันนะเขต ระยะทางประมาณ 420 กิโลเมตร มีรถโดยสารประจำทางทั้งรถปรับอากาศและรถธรรมดา(พัดลม) วิ่งบริการโดยตลอด สถานีรถโดยสารมีศูนย์กลางอยู่ที่นครเวียงจันทน์ โดยค่าโดยสารของชาวต่างชาติจะมีราคาสูงกว่าคนลาวประมาณ 1 เท่า

ทางน้ำ
เชียงของ-หลวงพระบาง การเดินทางสู่เมืองหลวงพระบาง สามารถเดินทางได้ทั้งทางรถและทางเรือ ทว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเลือกไปทางเรือ เพื่อชมภูมิทัศน์และสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนต่างๆที่อาศัยอยู่สองฝากฝั่งของแม่น้ำโขง โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าสู่ลาวที่ จุดตรวจคนเข้าเมือง ที่ท่าเรือบั๊ค เชียงของ ประทับตราหนังสือเดินทาง และนั่งเรือข้ามฟาก ค่าโดยสาร 40 บาท

แม่น้ำเป็นเส้นทางสัญจรที่สำคัญที่สุดของลาว คือ ใช้ติดต่อถึงกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะแม่น้ำโขง มีเรือเร็วซึ่งลาวเรียกว่า เฮือไว บริการจอดรับ-ส่ง ผู้โดยสารที่ท่าเรือตามหัวเมืองสำคัญ เริ่มตั้งแต่ห้วยทราย ลงมาหลวงพระบาง ท่านาแล้ง เวียงจันทน์ สะหวันนะเขต ปากเซ จนถึงจำปาสัก เป็นเรือหางยาวนั่งได้ 6 ท่าน(มีเสื้อชูชีพบริการ) นอกจากนี้มีบริการเรือข้ามฟากบริการในบางช่วง เรือเช่าเหมาลำ และเรือบริการนำชมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เข่น วัด ถ้ำ และเรือสำราญล่องแม่น้ำโขงซึ่งเป็นของบริษัทต่างชาติ

- อัตราค่าโดยสารเรือช้า (Slow Boat) ใช้เวลาเดินทาง 2 วัน (พักค้างคืนที่ปากแบง) โดยเรือจะออกประมาณ 09.00-10.30 น.
- อัตราค่าโดยสารเรือเร็ว (Speed Boat) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง เรือจะออกประมาณ 09.00 - 11.30น.

ทางอากาศ
ลาวมีสนามบินภายในประเทศของสายการบินลาว จากเมืองเวียงจันทนท์ไปห้วยซาย หลวงพระบาง หลวงน้ำทา อุดมไซ(เมืองไชย) ปากเซ พงสาลี เชียงขวาง ไซสมบูน เวียงจันทน์ ไชยะบุลี สะหวันนะเขต เมืองสิงห์ และซำเหนือ เวลาออกที่แน่นอนจะทราบล่วงหน้าเพียง 1 วัน หากผู้โดยสารน้อยไม่คุ้มค่าใช้จ่ายก็อาจจะยกเลิกไม่ทำการบิน ค่าโดยสารสำหรับชาวต่างชาติจะสูงกว่าคนลาวประมาณ 2 เท่า

จุดผ่านแดน ไทย - ลาว
จากสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย มีอาณาเขตติดต่อกับ สปป.ลาว และกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สปป.ลาว มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศไทยทางด้านภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม มาเป็นระยะเวลายาวนาน ตลอดจนมีพรมแดนติดต่อกันเป็นระยะทางยาวประมาณ 1,840 กิโลเมตร โดยมีอาณาเขตติดต่อกับ 11 จังหวัดชายแดนไทย คือ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี จังหวัดในภาคเหนือ จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก ตลอดแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว

ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีช่องทางการค้าชายแดน 33 แห่ง จุดผ่านแดนถาวร 13 แห่ง จุดผ่อนปรน 20 แห่ง ดังนี้

จุดผ่านแดนถาวร 13 แห่ง คือ จ.หนองคาย อุบลราชธานี นครพนม มุกดาหาร เชียงราย เลย น่าน

1) ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว อ.เมือง จ.หนองคาย - เมืองหาดทรายฟอง กำแพงนครเวียงจันทน์
2) ด่านท่าเสด็จ อ.เมือง จ.หนองคาย - ด่านท่าเดื่อ
3) ด่านบึงกาฬ อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย - เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ
4) ด่านช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี - บ้านวังเต่า เมืองปาเซ แขวงจำปาสัก
5) ด่านบ้านปากแซง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี - เมืองละคอนเพ็ง แขวงสาละวัน
6) ด่านอำเภอเมือง จ.นครพนม - เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน
7) ด่านอำเภอเมือง จ.มุกดาหาร - เมืองคันทะบุรี แขวงสะหวันนะเขต
8) ด่านอำเภอเชียงของ จ.เชียงราย - เมืองห้วยทราย แขวงท่าบ่อแก้ว
9) ด่านอำเภอเชียงแสน จ.เชียงราย - เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว
10) ด่านปากห้วย อำเภอท่าลี่ จ.เลย - เมืองแก่นแก้ว แขวงไชยะบุรี
11) ด่านบ้านเชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย - เมืองสานะคาม แขวงเวียงจันทน์
12) ด่านบ้านคกไผ่ อ.ปากชม จ.เลย - บ้านวัง เมืองสานะคาม แขวงเวียงจันทน์
13) ด่านห้วยโก๋น อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน - เมืองเงิน แขวงไชยะบุรี


จุดผ่อนปรน มี 20 แห่ง คือ

จังหวัด เชียงราย
1) บ้านแจมป๊อง ต.หล่ายงาว กิ่ง อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย - บ้านด่าน เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว
2) บ้านร่มโพธิ์ทอง อ.เทิง จ.เชียงราย
3) บ้านสวนดอก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
4) บ้านสบรวก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย (เป็นจุดผ่อนปรนไทย-พม่า ด้วย)

จังหวัดพะเยา
5) บ้านฮวก ต.ภูซาง อ.เชียงคำ จ.พะเยา - บ้านมอญ เมืองเชียงฮ่อน แขวงไชยะบุรี

จังหวัดน่าน
6) บ้านห้วยสะเตง ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน - บ้านป่าหว้าน เมืองเชียงฮ่อน แขวงไชยะบุรี
7) บ้านใหม่ชายแดน ต.ชนแดน กิ่ง อ.สองแคว จ.น่าน - บ้านเตสอง เมืองเชียงฮ่อน แขวงไชยะบุรี
8) บ้านห้วยต่าว ต.บ้านโคก อ.บ้านโคก - บ้านขอนแก่น เมืองบ่อแตน แขวงไชยะบุรี
9) บ้านภูดู่ ต.ม่วงเจ็ดต้น อ.บ้านโคก - บ้านผาแก้ง (บ้านบวมลาว) เมืองปากลาย แขวงไชยะบุรี

จังหวัดเลย
10) บ้านเมืองแพร่ ต.นาแห้ว - บ้านเมืองแพร่ เมืองบ่อแตน แขวงไชยะบุรี
11) บ้านนาข่า ต.ปากหมัน อ.ด่านซ้าย - บ้านนาข่า เมืองบ่อแตน แขวงไชยะบุรี
12) บ้านนากระเซ็ง ต.อาอี อ.ท่าลี - บ้านเมืองหม้อ เมืองแก่นท้าว แขวงไชยะบุรี

จังหวัดนครพนม
13) ด่านศุลกากร อ.ท่าอุเทน - บ้านหินบูน เมืองหินบูน แขวงคำม่วน
14) บ้านดอนแพง ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง - บ้านบุ่งกวาง เมืองปากกระดิ่ง แขวงบอลิไซ
15) บ้านธาตุพนม ต.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม - บ้านปากเซบั้งไฟ เมืองหนองบก แขวงคำม่วน

จังหวัดอุบลราชธานี
16) หน้าที่ว่าการ อ.เขมราฐ - บ้านปากซัน เมืองสองคอน แขวงสะหวันนะเขต
17) บ้านสองคอน ต.สองคอน อ.โพธิ์ไทร - บ้านหนองแสง บ้านกะลา บ้านดอนเฮือ เมืองละคอนเพ็ง แขวงสาละวัน
18) บ้าน่านเก่า ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม - บ้านสีสัมพัน เมืองชะนะสมบูน แขวงจำปาสัก
19) บ้านหนองแสง (บริเวณช่องตาอุ) ต.โพนงาม อ.บุณฑริก - บ้านเหียง เมืองสุขุมา แขวงจำปาสัก

จังหวัดอำนาจเจริญ
20) บ้านยักษ์คุ (หน้าที่ว่าการ อ.ชานุมาน) ต.ชานุมาน อ.ชานุมาน - บ้านเรียงหิน เมืองสองคอน แขวงสะหวันนะเขต

การเดินทางผ่านจุดผ่านแดน ไทย-ลาว สามารถเดินทางได้ 2 วิธี คือ
-ใช้ หนังสือเดินทาง (Passport) สามารถใช้หนังสือเดินทางไทย ที่ยังมีอายุใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ตรวจลงตราได้ที่ด่านสากลทุก
แห่งในลาว โดยสามารถเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในประเทศลาวได้ 30 วัน โดยไม่ต้องเสียค่าvisa ยกเว้นชาวต่างชาติ

-การใช้บัตรผ่านแดน (border pass) ค่าเหยียบแผ่นดิน หากไม่มีหนังสือเดินทาง สามารถทำบัตรอนุญาตผ่านแดนชั่วคราวเข้าไป
เที่ยวยังฝั่งลาวได้ โดยทำที่ ศาลากลางจังหวัดที่มีด่านสากลตั้งอยู่ ได้แก่ เชียงราย เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหารและ
อุบลราชธานีหรือร้านที่รับทำ และ บริษัท นำเที่ยว ต่าง ๆ แต่ไม่สามารถเดินทางไปยังแขวงอื่นๆ นอกเหนือจากแขวงซึ่งเป็นเส้นทางที่
นักท่องเที่ยวใช้บัตรผ่านแดนเข้า ลาว โดยสามารถเข้าออกได้ 3 วัน 2 คืน และต้องออกจาก ลาว จุดเดียวกับที่เข้าเท่านั้น


เอกสารผ่านแดนเข้าประเทศลาวมี 3 ประเภท คือ



1) หนังสือเดินทาง (Passport) ใช้สำหรับประชาชนไทย ลาว และประชาชนประเทศที่สาม ระยะเวลาพำนักไม่เกิน 1 เดือน สามารถ
เดินทางไปได้ทั่วประเทศ และพำนักอยู่นอกพื้นที่ชายแดนที่กำหนดไว้ในความตกลงได้

2) หนังสือผ่านแดน (Border Pass) ใช้เฉพาะประชาชนไทยและลาว ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ระบุไว้ในความตกลงเท่านั้น
มีอายุ 1 ปี ระยะเวลาพำนักไม่เกิน 3วัน 2 คืน โดยจะต้องอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่กำหนดไว้ในความตกลงเท่านั้น และต้องเดินทาง
กลับออก ณ ช่องทางที่ผ่านเข้ามา

3) หนังสือผ่านแดนชั่วคราว (Temporary Border Pass) ใช้สำหรับประชาชนไทยและลาว ที่มีภูมิลำเนาอยู่นอกพื้นที่ชายแดนที่ระบุ
ไว้ในความตกลงใช้ได้ครั้งเดียว ระยะเวลาพำนักไม่เกิน 3 วัน 2 คืน ใช้หลักปฏิบัติเหมือน (ข้อ 2)
หมายเหตุ ด่านตรวจคนเข้าเมือง เวลาเปิดปกติ เวลา 08.00-18.00 น.

เอกสารในการทำบัตรผ่านแดนชั่วคราว ได้แก่
1. รูปถ่าย ขนาด 1 นิ้ว 2 รูป 2. สำเนาบัตรประชาชน (สำหรับเด็กที่ยังไม่มีบัตรประชาชนให้ใช้สำเนาสูติบัตรแทน)
3. สำเนาทะเบียนบ้าน 4. เงินค่าธรรมเนียม 30 บาท โดยจะเสียค่าเหยียบแผ่นดินที่ฝั่งประเทศลาว 50 บาท

การทำวีซ่าเข้าประเทศลาว
1. กรอกแบบ ฟอร์ม คำขอ Visa
• ใบสมัครขอวีซ่า ขอได้ที่สถานทูตลาว หรือ Download จาก http://www.bkklaoembassy.coml แล้วติดรูป มาด้วย 1 รูปพร้อม แนบ Passport
• ติดรูปถ่าย 1 ใบ

2. นำใบสมัครขอวีซ่า ที่ติดรูปถ่าย พร้อม พาสปอร์ต นำไปยื่นที่สถานทูตลาว
• ทำแบบธรรมดา ค่าธรรมเนียม บาท ต้องยื่นภายในช่วงเช้า หลังยื่นจะได้ใบนัดวันรับ (โดยจะได้ภายใน 2 - 3 วัน ในช่วงบ่าย)
• ทำแบบด่วน ค่าธรรมเนียม บาท จะได้รับภายใน 2-3 ชม. ยื่นใบสมัครได้ทั้ง ช่วงเช้าและช่วงบ่าย
ชาวต่างชาตินั้นสามารถมาขอวีซ่าได้ที่ด่าน ตม.ฝั่งลาวเลย (Visa on arrival) ค่าธรรมเนียม 30-40 Usd. (ขึ้นอยู่กับสัญชาติ) สามารถอยู่ในประเทศลาวได้ 30 วัน หากต้องการอยู่นานกว่านั้นสามารถขยายเวลาเพิ่มได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมส่วนที่เกิน (ดูรายละเอียดในภาคถาษาอังกฤษ)
รถโดยสารระหว่างประเทศไทย-ลาว (Thai – Lao International Bus)

เปิดบริการรถโดยสารระหว่างประเทศ ไทย – ลาว
เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ และเพื่อสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน ซึ่งมีทั้งหมด 6 เส้นทาง ( โคราช / ขอนแก่น / อุดาฯ / หนองคาย -เวียงจันทน์ ,อุดรธานี ,อุบลราชธานี - ปากเซ และมุกดาหาร-สะหวันนะเขต) บริการด้วยรถปรับอากาศมาตรฐาน 45 ที่นั่ง มีต้นทางและปลายทางที่สถานีขนส่งผู้โดยสารประจำจังหวัด 2 และสถานีขนส่งผู้โดยสารตลาดเช้านครหลวงเวียงจันทร์ โดยไม่มีจุดจอดระหว่างทาง ผู้โดยสารจะต้องมีหนังสือเดินทาง หรือหนังสือผ่านแดนก่อนซื้อบัตรโดยโดยสาร


ตารางเวลาเดินรถโดยสารระหว่างประเทศไทย - สปป.ลาว
เส้นทาง เวลาต้นทาง เวลาเดินทาง ระยะทาง อัตราค่าโดยสาร


เวียงจันทน์ - นครราชสีมา 09.00 AM 7 HRS 80,000 K
นครราชสีมา - เวียงจันทน์ 07.30 AM 7 HRS 320 B

เวียงจันทน์ - ขอนแก่น 08.15 AM/14.45 PM 4 HRS 194 KM 50,000 K
ขอนแก่น –เวียงจันทน์ 07.45 AM / 14.15 PM 4 HRS 194 KM 180 B

อุดรธานี – เวียงจันทน์ 07.00AM/09.30AM/12.40PM/14.30PM 15.00PM/18.00PM 1.30 HRS 80 B
เวียงจันทน์ - อุดรธานี 08.00AM/10.30AM/11.30AM/14.00PM/ 16.00PM/18.00PM 1.30 HRS 22,000 K

หนองคาย – เวียงจันทน์ 07.30AM/10.30AM/15.00PM/18.00PM 40 MIN 30 B
เวียงจันทน์ - หนองคาย 07.30AM/09.30AM/12.40.00PM/14.30PM/ 15.30pm/18.00pm 40 MIN 15,000 K

มุกดาหาร - สะหวันเขต 08.15AM/09.00AM/09.45AM/10.30AM/11.15AM/ 12.30PM/13.30PM/14.30PM/15.30PM/17.30PM 45 B
สะหวันเขต – มุกดาหาร 11250 K

อุบล ฯ - ปากเซ 07.00AM/09.30AM/14.30AM/15.30AM 3 HRS 130 KM 200 B
ปากเซ – อุบล ฯ 07.00AM/08.30AM/14.30AM/15.30AM 3 HRS 130 KM 53,000 K

เชียงกลาง(น่าน) -หลวงพระบาง * 10 HRS 273 KM

กองประชาสัมพันธ์ บริษัท ขนส่ง 02-9362996 ได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

สถานีขนส่งผู้โดยสารปรับอากาศ จังหวัด ขอนแก่น Tel 043-239910, 237300
สถานีขนส่งผู้โดยสารปรับอากาศ จังหวัด นครราชสีมา Tel 044-256006
สถานีขนส่งผู้โดยสารปรับอากาศ จังหวัด มุกดาหาร Tel 042-632878
สถานีขนส่งผู้โดยสารปรับอากาศ จังหวัด อุบลราชธานี Tel 045-312773
สถานีขนส่งผู้โดยสารปรับอากาศ จังหวัด หนองคาย Tel 042-412679
สถานีขนส่งผู้โดยสารปรับอากาศ จังหวัด อุดรธานี Tel 042-247788




กรณี จะนำรถยนต์ส่วนตัวเข้า สปป.ลาว
สามารถทำหนังสือขออนุญาตได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดของทุกจังหวัดที่มีด่านสากลข้ามไปประเทศลาว


* เส้นทางโดยรถจาก อ.เชียงกลาง จังหวัดน่าน ไปยัง หลวงพระบาง
เดินทาง จาก อ. เชียงกลาง ไปยัง ด่าน ห้วโก๋น ใช้เวลา ชั่วโมงเศษๆ เมื่อข้ามด่านที่ห้วยโกร๋นมา คุณจะยืนบนแผ่นดินเมืองน้ำเงินของลาว แล้วเดินทางต่อ ตามเส้นทาง ห้วยโก๋น(4กม) – น้ำเงิน(34กม) –เมืองหงสา(95กม) – ไซยบุรี(40กม)– ท่าเดื่อ(60กม) – หลวงพระบาง ถนนสภาพดี ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง จะเสียเวลามากตรงช่วงจากเมืองหงสา ไปยังเมืองไซยะบุรี เป็นทางน้อยๆ ตัดข้ามดอยสิบกว่าลูก โอกาสที่จะได้ลงไปช่วยเข็นรถนั้นมีมาก หากอยากจะใช้ทางนี้จริงๆ ขอ แนะนําให้เอาของกิน และ นํ้าไปด้วย

เอกสารที่ต้องใช้ข้ามพรมแดน

1. หนังสืออนุญาตรถยนต์ระหว่างประเทศ (สมุดสีม่วง) และสติ๊กเกอร์เครื่องหมายแสดงประเทศ (IT PLATE) ขอได้ที่สำนัก มาตรฐานงานทะเบียนและภาษีรถ สำนักงานขนส่งจังหวัด เสียค่าธรรมเนียม 55 บาท เมื่อเสร็จแล้วจะได้สมุดเล่มม่วงสำหรับ บันทึกการเข้า - ออกของรถยนต์ระหว่างไทยลาว และสติ๊กเกอร์ตัวอักษร (T PLATE) 2 แผ่น สำหรับติดหน้าและหลังรถ

2. ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ระหว่างประเทศ (ใบขับขี่สากล) ขอได้ที่กรมการขนส่งทางบกกรุงเทพ หรือ ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ที่ยัง ไม่หมดอายุ (แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว)ขอได้ที่เดียวกับหัวข้อที่ 1

3. กรมธรรม์ประกันภัยบุคคลที่3 ภายในประเทศ สสป. ลาว ซื้อได้ที่ ด่านตรวจคนเข้าเมืองของ สปป. ลาว
การเดินทางเข้า สปป.ลาว ต้องไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง นำรถไปตรวจที่เจ้าหน้าที่ศุลกากร เจ้าหน้าที่จะประทับตราวันที่นำรถ ออกนอกประเทศในสมุดเล่มสีม่วง พร้อมประทับตราในใบตรวจรถยนต์เข้าออกจากราชอาณาจักร (เป็นกระดาษขนาด A4) ต้องเก็บใบนี้ให้ดีเพราะถ้าหายจะนำรถยนต์กลับเข้าไทยไม่ได้ เมื่อข้ามไปฝั่งลาวแล้ว ต้องไปซื้อกรมธรรม์ประกันภัยบุคลที่ 3 ที่ สำนักงานตัวแทนประกันภัย บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง

โดยต้องแจ้งระยะเวลาที่จะซื้อ (อย่างต่ำ 5 วัน สามารถต่ออายุวันต่อวันได้ที่ที่ทำการขนส่งของเมือง แต่ต้องก่อนหมดอายุกรมธรรม์) และแจ้งรายชื่อแขวงที่เราจะเดินทางไป (ถ้าไปหลายแขวงต้องแจ้งให้ครบ) เมื่อเอกสารทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว คุณจะได้เอกสาร 2 ชุด คือ ใบอนุญาตนำรถเข้าประเทศลาว และ เอกสารการทำประกันบุคคลที่ 3 พร้อมสติ๊กเกอร์สี่เหลี่ยมเล็กๆสีเขียวแจ้งอายุของกรมธรรม์ สำหรับติดหน้ารถ 1 ใบ

จากนั้นต้องไปเสียภาษีการ นำรถยนต์เข้า สปป. ลาว ที่แผนกภาษีของศุลกากร จะได้เอกสาร(สีเขียว) พร้อมสติ๊กเกอร์ติดหน้ารถ 1 ใบ (การขับรถในลาว ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง เพราะ รถยนต์ในลาวขับชิดขวา และเส้นทาง สู่ หลวงพระบาง ยังเป็นถนนที่ คดเคี้ยวไปตามยอดเขาสูง จึงไม่ควรใช้ความเร็วมากอย่างในเมืองไทย)

แหล่งชอปปิ้ง

ตลาดเช้า เปิดขายตั้งแต่ 07.00 น. – 16.00 น. ที่ชื่อตลาดเช้าเพราะเมื่อก่อนเปิดขายเฉพาะช่วงเช้าเท่านั้น มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายหลากหลายชนิด ทั้งสินค้าพื้นเมือง และจากต่างประเทศ อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าซิ่น เครื่องเงิน ไม้แกะสลัก เครื่องจักสาน งานฝีมือต่าง ๆ

ตลาดจีน หรือ ตลาดแลง ตลาดหนองด้วงก็นิยมเรียกกัน เป็นจำหน่ายสินค้าจากประเทศจีน อาทิ กระเป๋าแบนด์เนม ของดียี่ห้อดัง เครื่องใช้ไฟฟ้า ของที่ระลึก เสื้อผ้าสำเร็จรูป รวมไปทั้งอาหารและเครื่องเทศที่นำเข้าจาก ประเทศจีนโดยตรง

ตลาดขัวดิน เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าของสดที่ใหญ่ที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์ เช่นเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ กุ้งหอย ปู ปลา และสินค้าอื่น ๆ ที่ชาวบ้านสามารถสรรหาได้ มาวางจำหน่าย

ศุลกากร

นักท่องเที่ยวนำเงินกีบลาวและสกุลอื่นๆ เข้า ลาวได้โดยไม่จำกัดจำนวน สุราไม่เกิน 1 ลิตร บุหรี่ 500 มวน
สิ่งของที่ต้องแสดง ได้แก่ กล้องถ่ายรูป เครื่องมือสื่อสารต่างๆ สิ่งของต้องห้ามนำเข้าประเทศได้แก่ ยาเสพติด อาวุธ และ สื่อลามกอนาจารทั้งหลาย สิ่งของต้องห้ามนำออกนอกประเทศ ได้แก่ วัตถุโบราณ และ พระพุทธรูป ยกเว้นที่ได้รับอนุญาตและผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญแล้วว่าไม่ได้เป็นสมบัติล้ำค่าของชาติ



ภาษาลาว วันละหลายๆคำ


ภาษาลาวที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

ข้อย : ฉัน
พวกเฮา : เรา
เจ้า : คุณ
มัน : มัน
พวกเจ้า : พวกท่าน
หยัง : อะไร
ท้าว : นาย
สาว : นางสาว
แม่ : นาง
เฮ็ด : ทำ
ซอย, ซอยเหลือ : ช่วย
ฮู้ : รู้
เยี่ยมยาม : เยี่ยมเยือน
โอ้โลม : พูดคุย, สนทนา
บ่ย่าน : ไม่กลัว
ไข : เปิด
อัด : ปิด
แถ : โกน
ขวัด: แคะ
ปด : ถอด
ถอก : เท (น้ำ)
แว่ : แวะ

วันพะหัด : วันพฤหัสบดี
ยามเช้า : ตอนเช้า
ยามสวย : ตอนสาย
ยามแลง : ตอนเย็น
มื่อนี่ : วันนี้
เซ่านี่ : เช้านี้
มื่อแลง : เย็นนี้
วันพุก, มื่ออืน : พรุ่งนี้
วันฮือ : มะรืนนี้
มื่อวานนี่ : เมื่อวานนี้
จั๊กโมงแล้ว : กี่โมงแล้ว
แต่โดน : นานมาแล้ว
บ่โดน : ไม่นาน
หว่างแล้ว : ไม่นานมานี้
เทือ : ครั้ง
ม่อๆนี้ : เร็วๆนี้

หมวดอาหาร

ข้าวเซ่้า : อาหารเช้า
ข้าวสวาย : อาหารกลางวัน
ข้าวแลง : อาหารเย็น
แต่งกิ่น, ทำกับข้าว : ทำอาหาร
ร้านกิ่นดื่ม : ร้านอาหาร
กิ่นเข่า : กินข้าว
ซิ้นงัว : เนื่อวัว
ซิ้นหมู : เนื้อหมู
หมูปิ้น : หมูหัน
ผักซู : กะหล่ำปลี

หมากเผ็ด : พริก
หมากไม้ : ผลไม้
หมากเขียบ : น้อยหน่า
หมากฮุ่ง : มะละกอ
หมากนัด : สัปรด
หมากจอง : ชมพู่
หมากม่วง : มะม่วง
หมากโม : แตงโม
หมากเกี้ยง (ใหญ่) : ส้มโอ

ข้าวเจ้า : ข้าวสวย
ข้าวเปียก : ข้าวต้ม
ข้าวคั่ว : ข้าวผัด
เฝอ : ก๋วยเตี๋ยว
หม้ำ : ไส้อั่ว
คั่วหมี่ : หมี่ผัด
ซิ้นจุ่ม : แจ่วฮ้อน

น้ำบอลิสุด : น้ำเปล่า
น้ำหวาน : น้ำอัดลม
น้ำก้อน : น้ำแข็ง
ซาเย็น : น้ำแข็งใส่ชา
ซาหวานเย็น : ชาดำเย็น
กะแลม : ไอศกรีม
ขนมคู่ : ปาท่องโก๋
ข้าวจี่ : ขนมปัง
แซ่บหลาย : อร่อยมาก
ฮ้อน : ร้อน
ส้ม : เปรี้ยว
แก้ว : ขวดน้ำ
ท่อดูด : หลอดดูด
จอก : แก้วน้ำ
แก้ว : ขวด
ชาม : กะละมัง
ถ้วย : ชาม

เจี้ยอนามัยผ้าอนามัย : กระดาษทิชชู่
ไล่เงิน : เก็บเงิน (เวลาไปทานอาหาร)

คำทั่วไป (1)


ฮ้าย : ดุ
ม่วนซื่น : สนุกสนาน
ฮับต้อน : ต้อนรับ
ยาม : เยี่ยมเยือน
เฮ็ดเวียก : ทำงาน
ลัก : ขโมย
พัวพัน : ติดต่อ
ฮักแฮง รักมาก
ซุกยู้ : สนับสนุน, ส่งเสริม
นายภาษา : ล่าม
ผู้ต่างหน้า : ตัวแทน, ผู้แทน
ห้องการ : สำนักงาน
ไปนอก : ไปห้องน้ำ
น้ำของ : แม่น้ำโขง
ขัว : สะพาน, ขวา
อ่างดาวเทียม : จานดาวเทียม
ป่องเยี่ยม : หน้าต่าง
แว่นแยง : กระจกส่องหน้า
ตะเว็น : พระอาทิตย์
ทิ่ม : ทิ้ง, ทำให้ตก (สิ่งของ.ขยะ)
ขี้เหยื่อ : ขยะ
โฮงแฮม : โรงแรม
พะยาด : โรคภับไข้เจ็บ
นายแพด : บุรุษพยาบาล
นางแพด : นางพยาบาล
โฮงหมอ : โรงพยาบาล
ท่านหมอ : นายแพทย์.แพทย์หญิง
ห้องการป้องกันความสงบ : สถานีตำรวจ


คำทักทาย


ซำบายดี : สวัสดี
ขอบใจ : ขอบคุณ
ขอบใจหลายๆ : ขอบคุณมาก
บ่เปนหยัง : ไม่เป็นไร
ขอโทด : ขอโทษ
ขอให้เข้มแข็ง : ขอให้มีสุขภาพดี
ขอให้มั่นยืน : ขอให้อายุยืน
ข้อยฮักเจ้า : ฉันรักเธอ
บ่ดี : ไม่ดี
งาม : สวย
เจ้าชู้ : รูปงามมีเสน่ห์ (คำชม)
น่าฮัก : น่ารัก
แม่นแล้ว : ใช่
บ่., บ่แม่น : ไม่ใช่
ลาก่อน : ลาก่อน (จากไปไกล)
โซกดี : ลาก่อน (ยังอยู่ใกล้)
ยินดีที่ฮู้จัก : ยินดีที่ได้รู้จัก
เจ้าซื่อหยัง : คุณชื่ออะไร
ข่อยซื่อ : ฉันชื่อ
เจ้ามาแต่ไส : คุณมาจากไหน
สบายดีบ่ : คุณเป็นอย่างไรบ้าง

ช้อปปิ้ง

เท่าได๋ : เท่าไหร่
ถึก : ถูก
แพง : แพง
จักรคิดไล่ : เครื่องคิดเลข
มักหลาย : ชอบมาก
แพงหลาย : แพงมาก
ลดได้บ่ : ลดหน่อยได้ไหม
หลุดราคา : ลดราคา
ซอกซื้อ : หาซื้อ

คำ : ทองคำ
ทอง : ทองเหลือง
คำกิโล : ทอง 99 เปอร์เซ็นต์
หลายโพด : มากไป
น้อยโพด : น้อยไป
อันนี่แม่นหยัง : นี่อะไร
หยัง, แม่นหยัง : อะไร
อันนั้นแม่นหยัง : นั่นอะไร
ลดใหญ่ : รถยนต์
ลดจัก : รถมอเตอร์ไซค์

ลดถีบ : รถจักรยาน
สามล่อ : รถสามล้อ
ลดเม : รถประจำทาง
แอ๊ดซัง : เบนซิน
กาซวน : โซล่า
ปิล็อต : นักบิน, กัปตัน

โอแตส, สาวอากาศ : แอร์โฮสเตส
เดิ่นบิน : สนามบิน
เดิ่นกีฬา : สนามกีฬา
ปี้ : ตั๋ว
ปี้ยน : ตั๋วเครื่องบิน
บ่อนขายปี้ : ที่ขายตั๋ว
ข้าวของ : กระเป๋า, สัมภาระเดินทาง

คำทั่วไป
(2)

ทะนาคาน : ธนาคาร
จั๋งได๋ : อย่างไร
เกิบ : รองเท้า
ลองเท้า : ถุงเท้า
ตั่ง : เก้าอี้
โมง : นาฬิกา
ฮ้านแปงโมง : ร้านซ่อมนาฬิกา
ฮ้านจอดยาง : ร้านปะยาง
สบู่ฝุ่น : ผงซักฟอก
แพ้ : ชนะ
เสียให้ : แพ้
แอบกาย : ออกกำลังกาย
หลวง : ใหญ่โต
กะปอมหลวง : ไดโนเสาร์
จำปาหลวง (เซียงเมี่ยง) : ดอกลั่นทม
เจ้ามหาชีวิต : ในหลวง
หมั้นยืน : ยืนยาว
เฮือนพัก : บ้านพัก, เกสต์เฮาส์
เคื่อง : สินค้า
สินค้า : ขายสินค้า
ขายเคื่อง : ผ้า
แผ่นแพ,ผ้าแพ : เสื้อผ้าสำเร็จรูป
โส้ง : กางเกง
ซิ่น : ผ้านุ่ง
ขายโต, ขายของ : ค้าประเวณี
ถุงยาง : ถุงพลาสติก
เสื้อกันฝนตัวน้อย : ถุงยางอนามัย
เซินซาบ : โปรดทราบ
ตื่นตาม : ตื่นตูม
บ่อนท่องเที่ยว : สถานที่ท่องเที่ยว
ย่าง : เดิน
ถ้ำติ่ง.ถ้ำหินติ่ง : ถ้ำหินงอกหินย้อย
วันสังขานล่อง : วันสงกรานต์
วันสังขานขึ้น : วันปีใหม่
ใบยั่งยืน : ใบประกาศเกียรติคุณ
ใบประหยัด : ระวัง
เสีย : หาย

มอดไฟ : ดับไฟ
ไฟอำนาจ : ไฟแดง
ไฟเกียม : ไฟเหลือง
ไฟเสรี : ไฟเขียว

กะเกียม : ตระเตรียม
บ่ค่อยมัก : ไม่ค่อยชอบ
ต่ำหูก,ตำแผ่น : ทอผ้า
ปาฝา : ตะพาบน้ำ
ทั้งพวง : ทั้งระบบ
ปูยาง : ราดยาง
บ่อนนั่ง : ที่นั่ง
ห้ามสูบยา : ห้ามสูบบุหรี่
ตาด : น้ำตก
ทุ่งเพียง : ที่ราบ
พูเพียง : ที่สูง
พูดอย : ภูเขา

Do & Don't in LAOS



-การทักทายกันคนลาวใช้คำว่า "สบายดี" ซึ่งเป็นคำทักทายที่ใช้เป็นประจำ การจูบ และกอดกันในที่สาธารณะ หรือการแสดงความ
รักในที่สาธารณะเป็นสิ่งที่ไม่สุภาพสำหรับคนลาว
-พระพุทธรูปเป็นสิ่งสักการะบูชา ควรแสดงความเคารพด้วยการแต่งกายที่สุภาพ ในการเข้าเที่ยวชมและถ่ายภาพ
-ในประเทศลาวมี่สถานที่สิ่งสักการะมากมาย การเข้าไปเที่ยวชมไม่ควรแตะต้อง หรือเข้าชมในบริเวณที่หวงห้ามก่อนได้รับอนุญาต
-พระสงฆ์และสามเณร เป็นบุคคลที่ชาวลาวให้ความเคารพ เพศหญิงไม่ควรแตะต้อง หรือสัมผัสถูกพระสงฆ์และสามเณร
-ก่อนจะถ่ายรูปใคร หรือบุคคลใด ต้องขออนุญาต และได้รับอนุญาตเสียก่อน
-การตบหัว หรือจับหัว เป็นมารยาทที่ไม่สุภาพที่สุด
-ไม่เลือกซื้อวัตถุโบราณ และสิ่งของที่เป็นมรดกของคนลาว ควรเลือกซื้อเครื่องหัตถกรรม เพื่อเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์ ศิลปะหัตถกรรมของลาวให้ยั่งยืนสืบไป
-การซื้อ เสพ และมียาเสพติดไว้ในครอบครองมีความผิดตามกฎหมาย และมีโทษหนัก
-ไม่ซื้อ ไม่กินสัตว์ป่า และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า เพื่อเป็นการช่วยเหลือประเทศลาวในการอนุรักษ์สัตว์ป่า
-คนลาวถือว่าศีรษะเป็นสิ่งสูงสุด เท้าเป็นสิ่งต่ำสุด การใช้เท้าชี้หรือเตะสิ่งของเป็นการแสดงท่าทีที่ไม่สุภาพ
-ควรถอดรองเท้าทุกครั้งก่อนเข้าบ้านชาวลาว หรือบริเวณที่กำหนดให้ถอดรองเท้าก่อนเข้า เช่น โบสถ์ วิหาร เป็นต้น


ประเทศกัมพูชา Cambodia




ประวัติศาสตร์
จากการพิสูจน์อายุโดยคาร์บอน 14ที่เป็นของ ที่ถ้ำกบาลสเปียนทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา บอกได้ว่า ผู้คนที่รู้จักทำหม้อดินอาศัยอยู่ในถ้ำนี้ตั้งแต่ 4200 ปี ก่อนคริสตกาล อีกถ้ำหนึ่งใกล้ทะเล มีผู้คนอาศัยอยู่ราวพันปีหลังจากนั้น ซึ่งพอจะสรุปได้ว่ามีผู้คนเข้ามาอาศัยในดินแดนนี้นานก่อนหน้านั้นแล้ว มีผู้พบหลักฐานเก่าแก่ไปกว่านั้นคือ วัฒนธรรมการใช้เครื่องมือหินกรวดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กะโหลกศีรษะ กระดูกพบที่สำโรงเซน อายุราว 1502 ปีก่อนคริสตกาล ชี้ให้เห็นว่าผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์มีความละม้ายคล้ายคลึง กับชาวกัมพูชาในปัจจุบันซึ่งมีการผสมสายเลือดกับชาวจีนและเวียดนาม

ยุคมืดของกัมพูชายุคมืดของกัมพูชา เริ่มตั้งแต่อาณาจักรอยุธยาได้โจมตีอาณาจักรเขมร และ ได้เผา พระนคร เมืองหลวงของอาณาจักรเขมร ราบเป็นหน้ากลอง ทำให้อาณาจักรเขมรเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศตั้งแต่บัดนั้นมา เขมรเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาในฐานะดินแดน ประเทศราช อาณาจักรอยุธยาปกครองเขมรเป็นเวลาเกือบ400ปี ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์เขมรตกอยู่ภายใต้การควบคุมของจักรวรรดิสยามอย่างเข้มงวด ในสมัยรัชกาลที่3 ได้เกิด สงครามอานามสยามยุทธทำให้กัมพูชาเป็นรัฐอารักขาระหว่างสยามกับญวณ ก่อนที่จะตกเป็นของฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

สมัยอาณานิคมฝรั่งเศสกัมพูชาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมาตั้งแต่พ.ศ. 2406 ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองกัมพูชาไว้ แล้วปลดผู้ปกครองกัมพูชาที่เป็นชาวฝรั่งเศสและผู้นิยมฝรั่งเศสออกไป เมื่อสงครามโลกครั่งที่ 2 ยุติลง ฝรั่งเศสได้ขับไล่ญี่ปุ่นออกจากกัมพูชาเป็นฝ่ายชนะสงคราม กัมพูชาจึงต้องตกเป็นของฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาฝรั่งเศสมีภาระการต่อสู้ติดพันกับนักชาตินิยมในเวียดนาม จึงต้องหาทางประนีประนอมกับกัมพูชา โดยได้จัดทำสนธิสัญญาขึ้นเพื่อเปลี่ยนสภาพจากการที่กัมพูชาเป็นเมืองขึ้นมาเป็นรัฐในอารักขาแห่งเครือจักรภพของฝรั่งเศสในระยะที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสได้เจ้าสีหนุเป็นกษัตริย์ปกครองกัมพูชา เมื่อญี่ปุ่นยึดกัมพูชาได้ จึงให้เจ้าสีหนุประกาศเอกราชเป็นอิสระจากฝรั่งเศส แต่เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสจึงกลับเข้ามามีอำนาจในกัมพูชาเหมือนเดิม

ภูมิศาสตร์ :
ประเทศกัมพูชามีพื้นที่ประมาณ 181,035 ตารางกิโลเมตร
ส่วนที่กว้างที่สุดจากทิศตะวันออกไปตะวันตก 580 กิโลเมตร จากเหนือจรดใต้ 450 กิโลเมตร

อาณาเขต :
ทิศเหนือติดกับประเทศลาว และประเทศไทย
ทิศใต้ติดกับทะเลอ่าวไทย
ทิศตะวันออกติดกับประเทศเวียดนาม
ทิศตะวันตกติดกับอ่าวไทยและประเทศไทย

กัมพูชามีทะเลสาบน้ำจืดซึ่งเกิดจากแม่น้ำโขงมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเซียชื่อว่า “โตนเลสาบ” (Tonle Sap) มีแม่น้ำโขงไหล่ผ่าน ยาว 500 กิโลเมตร จากนั้นไหลเข้าสู่เวียดนามลงสู่ทะเลจีนใต้ นับว่าเป็นแม่น้ำนานาชาติ เชื่อกันว่าปลาบึกซึ่งเป็นปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกว่ายทวนน้ำจากโตนเลสาบขึ้นสู่ประเทศไทย-ลาว
ก่อนไปผสมพันธ์ที่จีนซึ่งเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำโขง

โตนเลสาบ : อยู่ห่างจากกรุงพนมเปญประมาณ 100 กิโลเมตร ลึกถึง 10 เมตร โตนเลสาบ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดคือ กำปงธม กำปงชะนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และเสียมเรียบ ในโตนเลสาบมีปลาชุกชุมกว่า 300 ชนิด

ภูเขา : ยอดเขาสูงสุดของกัมพูชาคือ พนมอาออรัล (Phnom Aoral) สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,813 เมตร ทิศเหนือของกัมพูชามีเขตแดนติดกับประเทศไทยระยะทางยาวไกลถึง 750 กิโลเมตร ติดกับจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด โดยมีเทือกเขาพนมดงรัก และเทือกเขาบรรทัดกั้น

ป่าไม้ : กัมพูชาเป็นประเทศที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากที่สุดหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ในปี พ.ศ. 2503 เคยมีป่าไม้มากถึง 75% ของประเทศ ปี พ.ศ. 2536 ลดเหลือ 49% ปัจจุบันป่าไม้ลดลงอย่างมากหลังจากที่รัฐบาลได้เปิดให้สัมปทานป่ากับบริษัทเอกชนจากประเทศอินโดนีเซีย, มาเลเซีย และญี่ปุ่น ภูมิอากาศ : เป็นแบบร้อนชื้นแถบมรสุม

ฤดูฝนเริ่มจากเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม
ฤดูแล้งเริ่มจากเดือนพฤศจิกายน-เมษายน
เดือนเมษายนมีอุณหภูมิสูงที่สุด
เดือนมกราคมมีอุณหภูมิต่ำที่สุด
เดือนตุลาคมมีฝนตกชุกมากที่สุด


ประชากร : กัมพูชามีประชากรประมาณ 14 ล้านคน เป็นหญิง 52% เป็นชาย 48% (พ.ศ.2548) ครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศอายุต่ำกว่า 17 ปี เนื่องจากสงครามล้างเผ่าพันธ์ ประชากร 96% เชื้อสายเขมร นอกจากนั้นเชื้อสายเวียดนาม จีน จาม (นับถือศาสนาอิสลาม) และชาวเขาเผ่าต่างๆ

ศาสนา :
ฮินดูเป็นศาสนาที่เข้ามาจากอินเดียผ่านทางชวาเมือกว่า 2,000 ปีมาแล้ว ต่อมามีศาสนาพุทธ นิกายมหายานเข้ามาเมือ 800 ปีก่อน ส่วนนิกายหินยานเข้ามาภายหลังในรัชสมัยของนักองค์จันทร์ (พ.ศ.2059) ปัจจุบันศาสนาพุทธ นิกายหินยาน เป็นศาสนาประจำชาติ

ภาษา
: ภาษากัมพูชา อังกฤษ ฝรั่งเศส และภาษาไทย

สกุลเงิน : ของประเทศกัมพูชาคือ เรียล (Riel) อัตราแลกเปลี่ยน เงินตราในช่วงปลายปี พ.ศ.2545 นี้ คือ 1 US$ เท่ากับ 3,360 เรียล เงิน 100 บาทไทยจะแลกเงินเรียลได้ประมาณ 8,000 เรียล (1 บาทไทยเท่ากับ 80 เรียล โดยประมาณ)

สำหรับเงินเรียลที่มีใชกันอย่างแพร่หลายในประเทศกัมพูชาส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นธนาบัตรใบละ 100, 1,000, 5,000, 10,000 เรียล ในเมืองเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณ ไพลิน และที่กรุงพนมเปญสามารถใช้เงินไทยได้ ยกเว้นเงินไทยที่เป็นเหรียญ

เช่น เหรียญหนึ่งบาท เหรียญห้าบาท เหรียญสิบบาท ใช้ได้แค่เมืองชายแดนไกล้ชิดติดกับประเทศไทยเท่านั้น เช่น อำเภอโอโจโร(ปอยเปต) อำเภอศรีโสภณ เมืองพระตะบองและไพลิน แต่ถ้าเป็นธนบัตรใบละสิบบาทและยี่สิบบาทถึงจะใช้ได้ เพราะประเทศกัมพูชาไม่มีเงินในลักษณะเป็นเหรียญกษาปณ์ให้ใช้ มีแต่เงินลักษณะเป็นธนบัตรเท่านั้น

ถึงแม้ว่าเงินไทยจะใช้ได้เลยในประเทศกัมพูชา แต่ทางที่ดีแล้วควรแลกเปลี่ยนเงินเรียลของกัมพูชาจะสะดวกกว่า เพราะจะได้ไม่เสียเปรียบในการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้ามากนัก ป้ายราคาสินค้าและอาหารในประเทศกัมพูชาจะแสดงราคาเป็นเงินเรียลและเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเท่านั้น
(ที่มา : วิกิพีเดีย)



เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา (Sipsongpanna)




ที่ตั้งของสิบสองปันนาเขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา ( Xishuangbanna Autonomous Region of Tai Ethnic Groups) ตั้งอยู่ทางใต้สุดของมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สิบสองปันนา มีความหมายว่า "นาสิบสองพัน" หรือ "นา 12,000 ผืน" อีกนัยหนึ่งก็คือ 12 เมือง มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง (จิ่งหง) เป็นเมืองของชาวไทลื้อ

ภูมิประเทศเขตปกครองตนเองพิเศษสิบสองปันนามีเนื้อที่ประมาณ 19,700 ตาราง กม. มีอาณาเขตติดกับ แขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี ของประเทศลาวและ รัฐฉาน ของ พม่า โดยมีชายแดนยาวถึง 966 กิโลเมตร และมีแม่น้ำโขงไหลผ่านตอนกลาง

ประวัติในสมัยโบราณนั้น เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรน่านเจ้า มีเมืองหลวงอยู่ที่ หนองแส หรือ เมือง ต้าลี่ (Dali) ในประเทศจีนปัจจุบัน

สิบสองปันนานั้นได้เป็นราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ้ง เมื่อประมาณ 825 ปีก่อน โดย พญาเจือง หรือสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 1 ในตำราของไทย เมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 ชาวมองโกลได้รุกรานอาณาจักรล้านนา ส่วนสิบสองปันนานั้นจึงได้เป็นของมองโกล และก็ได้เป็นของจีนต่อมา(ตามประวัติศาสตร์จีน)

การอ่อนแอของราชวงค์อาฬโวสวนตาลครั้งแรกเริ่มคราวสมัยสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 3 (ท้าวอ้ายปุง) รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงค์อาฬโวสวนต๋าน จากนั้นเกิดความวุ่นวายเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ สุดท้ายถึงรัชกาลที่ 24 ท้าวอินเมิง (ท้าวอินเมือง) อาณาจักรสิบสองปันนาเริ่มเป็นปึกแผ่นมากที่สุด การขยายอณาเขตเข้าไปยึดถึงเชียงตุ๋ง เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) เชียงแสน ล้านช้าง จึงเป็นเหตให้การอพยพชาวไทลื้อจากเชียงรุ่งและอีกหลายหัวเมืองลื้อเข้าไปสู่ดินแดนดังกล่าว เพื่อเข้าไปตั้งชุมชนปกครอง หัวเมืองประเทศราช ซึ่งหากมองมาถึงปัจจุบันมีชาวไทลื้อกระจายไปทั่วทั้งเมืองแถน หัวเมืองทางเหนือของลาว ทุกเมือง รัฐฉานของพม่า จนถึงเชียงตุง และแถบไต้คง

สิบสองปันนาดำรงความมั่นคงเฟื่องฟูอยู่ 100 กว่าปี ก็ถูกรุกรานอีกครั้งโดยชาวมองโกล และตกอยู่ในการปกครองของจีนอีกครั้งในปี พ.ศ. 1835 การสิ้นสุดอำนาจการปกครอง และการยอมรับอำนาจของมองโกล เมื่อรัชกาลที่ 33 เมื่อพระเจ้ากรุงจีนส่งตราหัวเสือ (จุ่มกาบหลาบคำ) มาให้เป็นตราแผ่นดินแทนตรานกหัสดีลิงก์ การเปลี่ยนชื่อเจ้าผู้ครองนคร จากชื่อภาษาไทลื้อ เป็นภาษาจีน เริ่มขึ้นในยุคนี้ เจ้าผู้ครองนครชาวไทลื้อถูกเรียกว่าเจ้าแสนหวีฟ้า

เมื่อ พุทธศตวรรษที่ 21 พม่าได้ก่อตั้งอาณาจักรตองอู และขยายอาณาเขตของตนไปทางตะวันออก พม่าได้โจมตีสิบสองปันนา ต่อจากนั้นจึงได้แบ่งเมืองเชียงรุ้งเป็น สิบสองปัน และก็เป็น เมืองในปัจจุบัน ได้แก่ เมืองฮาย ม้าง หุน แจ้ ฮิง ลวง อิงู ลา พง อู่ เมืองอ่อง และ เชียงรุ้ง จึงเรียกเรียกีมีองแถวๆ นี้รวมกันว่า สิบสองปันนา ในช่วงสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมพม่า และ ศาสนาได้เข้าไปในสิบสองปันนา

ตามเอกสารที่ได้บันทึกเมื่อปี พ.ศ. 2113 จัดแบ่งไว้ ดังนี้

1.เมืองเชียงรุ่ง เมืองยาง เมืองฮำ รวมเป็น 1 พันนา
2.เมืองแจ เมืองมาง (ฟากตะวันตก) เมืองเชียงลู เมืองออง เป็น 1 พันนา
3.เมืองลวง เป็น 1 พันนา
4.เมืองหน เมืองพาน เชียงลอ เป็น 1 พันนา
5.เมืองฮาย เชียงเจือง เป็น 1 พันนา
6.เมืองงาด เมืองขาง เมืองวัง เป็น 1 พันนา
7.เมืองหล้า เมืองบาน เป็น 1 พันนา
8.เมืองฮิง เมืองปาง เป็น 1 พันนา
9.เชียงเหนือ เมืองลา เป็น 1 พันนา
10.เมืองพง เมืองมาง (ฟากตะวันออก) เมืองหย่วน เป็น 1 พันนา
11.เมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ เป็น 1 พันนา
12.เมืองเชียงทอง อีงู อีปาง เป็น 1 พันนา
13.เมืองภูแถนหลวง เวียงคำแถน เป็น 1 พันนา

สมัยรัตนโกสินทร์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นั้น หลังจากพระองค์ได้ส่งทัพมาปลดปล่อยเชียงใหม่ และ อาณาจักรล้านนา จาก พม่าแล้ว พระองค์ได้โปรดให้พระเจ้ากาวิละเป็นแม่ทัพ ยกไปตีเมืองและกวาดต้อนพลเมือง ชาวไทลื้อในสิบสองปันนา ไทลื้อเมืองพน เมืองหย่วน เมืองล่า ไทขึนจากเชียงตุง ไทใหญ่จากตะวันออกของพม่า มาอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และ น่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกกันว่ายุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" อันเป็นวิธีฟื้นฟูอาณาจักรล้านนาวิธีหนึ่ง เพราะในช่วงก่อนนั้น พม่าได้กวาดต้อนชาวล้านนาไปอยู่ที่ พุกาม และ มัณฑะเลย์ ไปจำนวนมาก

เชียงรุ้งถูกยื้อแย่งดึงโดยอาณาจักรใกล้เคียงไปมาอยู่ไม่นาน กระทั่งยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมในช่วงรัชกาลที่ 4 และ รัชกาลที่ 5 ทั้งอังกฤษ และ ฝรั่งเศส เข้ามาขีดเขตอำนาจของตน ให้พม่าไปอยู่กับอังกฤษ สิบสองปันนา อยู่กับจีน เชียงตุงไปกับพม่า และ ฝรั่งเศสคุมลาว กัมพูชา และ เวียดนาม

ในช่วงสงครามโลกสิบสองปันนานั้น ตกอยู่ในแผ่นดินจีน ถูกยุบเมืองเชียงรุ้งจากเมืองหลวงเป็นแค่เมือง พร้อมๆกับเจ้าทั้งหลายด้วย โดยเคยมีเจ้าปกครองอยู่ถึง 45 พระองค์ ในปัจจุบัน คนที่มีแซ่เต๋า (ก็คือ เจ้าในสิบสองปันนาที่เคยครองเมืองทั้งหลายเหล่านี้

เขตการปกครองเมืองเชียงรุ่ง 360,000 คน
เมืองเมงฮาย หรือ เมืองฮาย ทางตะวันตก 300,000 คน
เมืองเมงล่า หรือ เมืองล่า ทางตะวันออก 180,000 คน

ชนเผ่าจำนวนประชากรแบ่งตามชนเผ่า เมื่อปี พ.ศ. 2543
เชื้อชาติ ประชากร เปอร์เซนต์
ไท 296,930 29.89%
ฮั่น 289,181 29.11%
อาข่า 186,067 18.73%
ยี 55,772 5.61%
ลาหู่ 55,548 5.59%
ปะหล่อง 36,453 3.67%
จินัว 20,199 2.03%
อิ้วเมี่ยน หรือ เย้า 18,679 1.88%
แม้ว หรือ ม้ง 11,037 1.11%
ไป๋ 5,931 0.6%
ประชากรส่วนน้อย 5,640 0.57%
หุย 3,911 0.39%
ว้า 3,112 0.31%
จ้วง 2,130 0.21%
อื่นๆ 2,807 0.3%
(ที่มา : วิกิพีเดีย)





ประเทศเวียดนาม ( Vietnam )



เวียดนาม
มีชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกสุดของคาบสมุทรอินโดจีน มีพรมแดนติดกับประเทศจีน ทางทิศเหนือ ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันตก และอ่าวตังเกี๋ย ทะเลจีนใต้ ทางทิศตะวันออก หรือในภาษาเวียดนามเรียกว่า ทะเลตะวันออก ประเทศเวียดนามมีประชากรมากกว่า 89 ล้านคน ถือเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 13 ของโลก

ประวัติศาสตร์
อารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ในเวียดนามมีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะอารยธรรมยุคหินใหม่ ที่มีหลักฐานคือกลองมโหระทึกสำริด และชุมชนโบราณที่ดงเซิน เขตเมืองแทงหวา ทางใต้ของปากแม่น้ำแดง สันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของชาวเวียดนามโบราณผสมผสานระหว่างชนเผ่ามองโกลอยด์เหนือจากจีนและใต้ ซึ่งเป็นชาวทะเล ดำรงชีพด้วยการปลูกข้าวแบบนาดำและจับปลา และอยู่กันเป็นเผ่า บันทึกประวัติศาสตร์ยุคหลังของเวียดนามเรียกยุคนี้ว่าอาณาจักรวันลาง มีผู้นำปกครองสืบต่อกันหลายร้อยปีเรียกว่า กษัตริย์หุ่ง แต่ถือเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์

สมัยประวัติศาสตร์
เวียดนามเริ่มเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์หลังชนเผ่าถุก จากตอนใต้ของจีนเข้ารุกรานและยึดครองดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำแดง จากนั้นไม่นานจักรพรรดิจิ๋นซีซึ่งเริ่มรวมดินแดนจีนสร้างจักรวรรดิให้เป็นหนึ่งเดียว โดยได้ยกทัพลงมาและทำลายอาณาจักรของพวกถุกได้ ก่อนผนวกดินแดนลุ่มแม่น้ำแดงทั้งหมด ให้ขึ้นตรงต่อศูนย์กลางการปกครองหนานไห่ ที่เมืองพานอวี่หรือกว่างโจวในมณฑลกวางตุ้งปัจจุบัน หลังสิ้นสุดราชวงศ์ฉิน ข้าหลวงหนานไห่คือจ้าวถัว ประกาศตั้งหนานไห่เป็นอาณาจักรอิสระ ชื่อว่า หนานเยว่ หรือนามเหวียต ในสำเนียงเวียดนามซึ่งเป็นที่มาของชื่อเวียดนามในปัจจุบัน ก่อน กองทัพฮั่นเข้ายึดอาณาจักรนามเหวียด ได้ในปี พ.ศ. 585 และผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจีน ใช้ชื่อว่าเจียวจื้อ ขยายอาณาเขตลงใต้ถึงบริเวณเมืองดานังในปัจจุบัน และส่งข้าหลวงปกครองระดับสูงมาประจำ เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนนำวัฒนธรรมจีนทางด้านต่างๆ ไปเผยแพร่ที่ดินแดนแห่งนี้ พร้อมเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทรัพยากรจากชาวพื้นเมืองหรือชาวเวียดนามจนนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนแรงหลายครั้ง

ยุคแตกแยกเหนือ-ใต้
หลังการฟื้นฟูราชวงศ์เลขึ้นได้ ขุนศึกตระกูลจิ่งตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการ และบีบให้ขุนศึกตระกูลเหงวียนไปปกครองเขตชายแดนใต้บริเวณเมืองด่งเหยลงไปถึงบริเวณเมืองดานังในปัจจุบัน ขุนศึกตระกูลจิ่งตั้งตนเป็น "เจ้า" สืบตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในตระกูลของตนเอง ขุนศึกตระกูลเหงวียนจึงประกาศไม่ยอมรับการปกครองของตระกูลจิ่งจนเกิดสงครามครั้งใหม่ต่อมาอีกหลายสิบปี เวียดนามแบ่งแยกเป็นสองส่วน ส่วนเหนืออยู่ในการปกครองของราชวงศ์เลและเจ้าตระกูลจิ่ง มีศูนย์กลางที่ทังลอง ส่วนใต้ตระกูลเหงวียนปกครอง มีศุนย์กลางที่เมืองฝูซวนหรือเว้ ในปัจจุบัน
ยุคเตยเซิน

พ.ศ. 2316 เกิดกบฎนำโดยชาวนาสามพี่น้องที่หมู่บ้านเตยเซินขึ้นในเขตเมืองบิ่งดิ่ง เขตปกครองของตระกูลเหงวียน และสามารถยึดเมืองฝูซวนได้ องค์ชายเหงวียนแอ๋ง เชื้อสายตระกูลเหงวียนหลบหนีลงใต้ออกจากเวียดนามไปจนถึงกรุงเทพ ฯ ก่อนกลับมารวบรวมกำลังเอาชนะพวกเตยเซินได้
องค์ชายเหงวียนแอ๋งหรือเหงวียนฟุกอ๊าน (องเชียงสือ) ผู้นำตระกูลเหงวียน ซึ่งตั้งตนเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งราชวงศ์เหงวียน ในพ.ศ. 2345 สถาปนาราชธานีใหม่ที่เมืองเว้ แทนที่ทังลอง ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ฮานอย

ราชวงศ์เหงวียน (พ.ศ. 2345-2488)

องค์ชายเหงวียนแอ๋งหรือจักรพรรดิยาลอง จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์เหงวียนเริ่มฟื้นฟูประเทศ เวียดนามมีอาณาเขตใกล้เคียงกับปัจจุบัน ดินแดนภาคใต้ขยายไปถึงปากแม่น้ำโขงและชายฝั่งอ่าวไทย ทรงรักษาสัมพันธ์กับชาวตะวันตกโดยเฉพาะฝรั่งเศสที่ช่วยรบกับพวกเตยเซิน นายช่างฝรั่งเศสช่วยออกแบบพระราชวังที่เว้และป้อมปราการเมืองไซ่ง่อน

ราชวงศ์เหงวียนรุ่งเรืองที่สุดในสมัยจักรพรรดิมินหมั่ง จักรพรรดิองค์ที่สอง ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น ด่ายนาม ขยายแสนานุภาพไปยังลาวและกัมพูชา ผนวกกัมพูชาฝั่งตะวันออก ทำสงครามกับสยามต่อเนื่องเกือบยี่สิบปี แต่ภายหลังต้องถอนตัวจากกัมพูชาหลังถูกชาวกัมพูชาต่อต้านอย่างรุนแรง

สมัยนี้เวียดนามเริ่มใช้นโยบายต่อต้านการเผยแพร่คริสต์ศาสนาของบาทหลวงชาวตะวันตก มีการจับกุมและประหารบาทหลวงชาวตะวันตกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงชาวเวียดนามที่นับถือคริสต์ศาสนา จนถึงรัชกาลจักรพรรดิองค์ที่ 4 คือจักรพรรดิตึดึ๊ก ทรงต่อต้านชาวคริสต์อย่างรุนแรงต่อไป จนในที่สุดบาทหลวงชาวฝรั่งเศสขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลของตนให้ช่วยคุ้มครอง พ.ศ. 2401 เรือรบฝรั่งเศสเข้ามาถึงน่านน้ำเมืองดานัง (หรือตูราน) ฐานทัพเรือใกล้เมืองหลวงเว้ นำไปสู่การสู้รบกันของทั้งฝ่าย

ต่อมากองกำลังฝรั่งเศสได้บุกโจมตีดินแดนภาคใต้บริเวณปากแม่น้ำโขงและยึดครองพื้นที่ได้เกือบทั้งหมด จักรพรรดิตึดึ๊กจึงต้องยอมสงบศึกและมอบดินแดนภาคใต้ให้แก่ฝรั่งเศส ชาวเวียดนามเริ่มต่อต้านการยึดครองของฝรั่งเศสแต่ไม่อาจต่อสู้กับแสนยานุภาพที่เหนือกว่าได้ ฝรั่งเศสจึงเข้าควบคุมเวียดนามอย่างจริงจังมากขึ้นและแบ่งเวียดนามออกเป็น 3 ส่วน คืออาณานิคมโคชินจีน ในภาคใต้ เขตอารักขาอันนาม ในตอนกลางและเขตอารักขาตังเกี๋ยในภาคเหนือ และเวียดนามยังมีจักรพรรดิเป็นประมุขเช่นเดิม แต่ต้องผ่านการคัดเลือกโดยข้าหลวงฝรั่งเศสและมีฐานะเป็นสัญลักษณ์ อำนาจในการบริหารการคลัง การทหารและการทูตเป็นของฝรั่งเศส ถือว่าเวียดนามสิ้นสุดฐานะเอกราชนับแต่นั้น

ยุคอาณานิคม
ฝรั่งเศสแสวงหาผลประโยชน์จากการปกครองเวียดนามทางด้านเศรษฐกิจ เวียดนามเป็นแหล่งปลูกข้าวและพืชเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่นกาแฟ และยางพารา ส่งออกไปยังฝรั่งเศสและเป็นวัตถุดิบแก่โรงงานในฝรั่งเศส ที่ดินในเวียดนามถูกยึดและตกเป็นของชาวฝรั่งเศส ชาวฝรั่งเศสเริ่มอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเวียดนาม ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการศึกษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศสให้แพร่หลายในเวียดนาม ชาวเวียดนามส่วนหนึ่งได้รับการศึกษาแบบใหม่และเริ่มต้องการอิสระในการทำงานและมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ นำไปสู่การก่อตัวของกลุ่มชาตินิยมต่าง ๆ ที่เข้มแข็งที่สุดคือพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนที่ตั้งขึ้นโดยโฮจิมินห์ ในปี 2473 และต่อมาปรับเปลี่ยนเป็น กลุ่มเวียดมินห์ ได้นำชาวนาก่อการต่อต้านฝรั่งเศสในชนบท

ยุคเอกราช
พ.ศ. 2488 โฮจิมินห์รับมอบอำนาจจากจักรพรรดิบ๋าวได่และรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกหลังประกาศเอกราช แต่หลังจากนั้นฝรั่งเศสได้กลับเข้ามาขับไล่รัฐบาลของโฮจิมินห์และไม่ยอมรับเอกราชของเวียดนาม นำไปสู่สงครามจนในที่สุดฝรั่งเศสพ่ายแพ้แก่กองกำลังเวียดมินห์ที่ค่ายเดียนเบียนฟู ในปี 2497 และมีการทำสนธิสัญญาเจนีวา ยอมรับเอกราชของเวียดนาม แต่สหรัฐอเมริกาและชาวเวียดนามในภาคใต้บางส่วนไม่ต้องการรวมตัวกับรัฐบาลของโฮจิมินห์ ต่อมาได้ก่อตั้งดินแดนเวียดนามภาคใต้เป็นอีกประเทศหนึ่ง คือ สาธารณรัฐเวียดนาม หรือเวียดนามใต้ มีเมืองหลวงคือ ไซ่ง่อน ใช้เส้นละติจูดที่ 17 องศาเหนือแบ่งแยกกับเวียดนามส่วนเหนือใต้การปกครองของโฮจิมินห์ (เวียดนามเหนือ)

สงครามเวียดนาม
เวียดนามเหนือไม่ยอมรับสถานภาพของเวียดนามใต้ ขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ให้การช่วยเหลือทางทหารแก่เวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งทหารมาประจำในเวียดนามใต้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เวียดนามเหนือประกาศทำสงครามเพื่อขับไล่และ "ปลดปล่อย" เวียดนามใต้จากสหรัฐอเมริกาและรวมเข้าเป็นประเทศเดียวกัน พร้อมให้การสนับสนุนกลุ่มชาวเวียดนามใต้ที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกา (เวียดกง) ในการทำสงคราม

การรบส่วนใหญ่กลายเป็นการรบระหว่างทหารอเมริกันและพันธมิตรจากต่างประเทศ กับกองกำลังเวียดกงและเวียดนามเหนือ ทั้งในชนบทและการโจมตีในเมือง แม้สหรัฐอเมริกาได้ทุ่มเทแสนยานุภาพอย่างเต็มที่แต่ก็ไม่อาจทำให่สงครามยุติลงได้ หลังการรุกโจมตีครั้งใหญ่ของเวียดนามเหนือและเวียดกงในปี 2511 ที่เมืองเว้และเมืองหลักอื่น ๆ ในเวียดนามใต้ สหรัฐอเมริกาเริ่มเตรียมการถอนกำลังจากเวียดนามใต้และให้เวียดนามใต้ทำสงครามโดยลำพัง

สหรัฐอเมริกาถอนทหารจากเวียดนามใต้อย่างเป็นทางการในปี 2516 กองกำลังเวียดนามเหนือและเวียดกงจึงสามารถรุกเข้ายึดไซ่ง่อนและเวียดนามใต้ได้ทั้งหมดในปี 2518 การรวมเวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันเกิดขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคม 2519 และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นับแต่นั้น

เมืองหลวง ฮานอย
เมืองใหญ่สุด โฮจิมินห์ซิตี
ภาษาทางการ  ภาษาเวียดนาม

การปกครอง คอมมิวนิสต์
-  ประธานาธิบดี เจือง เติ๋น ซาง
-  นายกรัฐมนตรี เหงียน เติน สุง

เอกราช จาก ฝรั่งเศส 
-  ประกาศ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 
-  เป็นที่ยอมรับ พ.ศ. 2497 

สกุลเงิน ด่อง  (VND)


พื้นที่
-  รวม 331,689 ตร.กม.

ประชากร
-  ก.ค. 2551 (ประมาณ 86,116,559 คน)

(ที่มา : วิกิพีเดีย)




ประเทศลาว (สปป.ลาว) Lao People's Democratic Republic)
หรือชื่ออย่างเป็นทางการ คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว




ประเทศลาว
เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเล มีพื้นที่ 236,800 ตารางกิโลเมตร มีพรมแดนติดจีนและพม่าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ติดต่อกับเวียดนามทางทิศตะวันออก ติดต่อกับกัมพูชาทางทิศใต้ และติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันตก

คำว่า ลาว ในภาษาอังกฤษในภาษาอังกฤษ
คำว่าลาว ที่หมายถึงประเทศสะกดว่า "Laos" และ ลาวที่หมายถึงคนลาว และภาษาลาวใช้ "Lao" ในบางครั้งจะเห็นมีการใช้คำว่า "Laotian" แทนเนื่องจากป้องกันการสับสนกับเชื้อชาติลาว ที่สะกด "Lao ethnic group"

เนื่องด้วยตลอดแนวชายแดนของประเทศลาว ซึ่งมีความยาวรวม 5,083 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน 5 ประเทศ ดังนี้
1 ประเทศจีนทางด้านทิศเหนือ (423 กิโลเมตร)
2 ประเทศไทยทางด้านทิศใต้และทิศตะวันตก (1,754 กิโลเมตร)
3 ประเทศกัมพูชาทางด้านทิศใต้ (541 กิโลเมตร)
4 ประเทศเวียดนามทางด้านทิศตะวันออก (2,130 กิโลเมตร)
5 ประเทศพม่าทางด้านทิศตะวันตก (235 กิโลเมตร)

ความยาวพื้นที่ประเทศลาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ยาวประมาณ 1,700 กว่ากิโลเมตร
ส่วนที่กว้างที่สุดกว้าง 500 กิโลเมตร และที่แคบที่สุด 140 กิโลเมตร
เนื้อที่ทั้งหมด 236,800 ตารางกิโลเมตร

ภูมิประเทศของลาวอาจแบบได้เป็น 3 เขต คือ

1.เขตภูเขาสูง เป็นพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย 1,500 เมตรขึ้นไป พื้นที่นี้อยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศ

2.เขตที่ราบสูง คือพื้นที่ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 1,000 เมตร ปรากฏตั้งแต่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของที่ราบสูงเมืองพวนไปจนถึงชายแดนกัมพูชา เขตที่ราบสูงนี้มีที่ราบสูงขนาดใหญ่อยู่ 3 แห่ง ได้แก่ ที่ราบสูงเมืองพวน (แขวงเชียงขวาง), ที่ราบสูงนากาย (แขวงคำม่วน) และที่ราบสูงบริเวณ (ภาคใต้)

3.เขตที่ราบลุ่ม เป็นเขตที่ราบตามแนวฝั่งแม่น้ำโขงและแม่น้ำต่างๆ เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในเขตพื้นที่ทั้ง 3 เขต นับเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของประเทศ แนวที่ราบลุ่มเหล่านี้เริ่มปรากฏตั้งแต่บริเวณตอนใต้ของแม่น้ำงึม เรียกว่า ที่ราบลุ่มเวียงจันทน์ ผ่านที่ราบลุ่มสะหวันนะเขด ซึ่งอยู่ตอนใต้เซบั้งไฟและเซบั้งเหียง
และที่ราบจำปาสักทางภาคใต้ของลาว ซึ่งปรากฏตามแนวแม่น้ำโขงเรื่อยไปจนจดชายแดนประเทศกัมพูชา

ทั้งนี้ เมื่อนำเอาพื้นที่ของเขตภูเขาสูงและเขตที่ราบสูงมารวมกันแล้ว จะมากถึง 3 ใน 4 ของพื้นที่ประเทศลาวทั้งหมด โดยจุดที่สูงที่สุดของประเทศลาวอยู่ที่ภูเบี้ย ในแขวงเชียงขวาง วัดความสูงได้ 2,817 เมตร (9,242 ฟุต)

แม่น้ำสายสำคัญ
ประเทศลาวมีแม่น้ำสายสำคัญอยู่หลายสาย โดยแม่น้ำซึ่งเป็นสายหัวใจหลักของประเทศคือแม่น้ำโขง ซึ่งไหลผ่านประเทศลาวเป็นระยะทาง 1,835 กิโลเมตร แม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสำคัญทั้งในด้านเกษตรกรรม การประมง การผลิตพลังงานไฟฟ้า การคมนาคมจากลาวเหนือไปจนถึงลาวใต้ และการใช้เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศลาวกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ แม่น้ำสายสำคัญของลาวแห่งอื่นๆ ยังได้แก่

แม่น้ำอู (พงสาลี - หลวงพระบาง) ยาว 448 กิโลเมตร
แม่น้ำงึม (เชียงขวาง-เวียงจันทน์) ยาว 353 กิโลเมตร
แม่น้ำเซบั้งเหียง (สะหวันนะเขด) ยาว 338 กิโลเมตร
แม่น้ำทา (หลวงน้ำทา-บ่อแก้ว) ยาว 523กิโลเมตร
แม่น้ำเซกอง (สาละวัน-เซกอง-อัดตะบือ) ยาว 320 กิโลเมตร
แม่น้ำเซบั้งไฟ (คำม่วน-สะหวันนะเขด) ยาว 239 กิโลเมตร
แม่น้ำแบ่ง (อุดมไซ) ยาว 215 กิโลเมตร
แม่น้ำเซโดน (สาละวัน-จำปาสัก) ยาว 192 กิโลเมตร
แม่น้ำเซละนอง (สะหวันนะเขด) ยาว 115 กิโลเมตร
แม่น้ำกะดิ่ง (บอลิคำไซ) ยาว 103 กิโลเมตร
แม่น้ำคาน (หัวพัน-หลวงพระบาง) ยาว 90 กิโลเมตร

สมัยศักดินา
ประวัติศาสตร์ยุคแรกๆ ของลาว เชื่อว่าอยู่ภายใต้การครอบครองของอาณาจักรน่านเจ้ามีตำนานโดยขุนบรม และขุนลอ มีลูกสืบหลานต่อๆ กันมา จนถึงรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มผู้รวบรวมอาณาจักรล้านช้างได้เป็นผลสำเร็จในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 19 และมีกษัตริย์ปกครองสืบทอดต่อกันมาหลายพระองค์ ที่สำคัญ เช่น

พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
พระองค์มีความสัมพันธไมตรีที่แนบแน่นกับกษัตริย์ไทย โดยเฉพาะในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

พระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช
รัชสมัยของพระองค์นับเป็นยุคทองของราชอาณาจักรล้านช้าง

ภายหลังเมื่อพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชเสด็จสวรรคตแล้ว เชื้อพระวงศ์ลาวต่างก็แก่งแย่งราชสมบัติกัน จนอาณาจักรล้านช้างแตกแยกเป็น 3 ส่วนคือ อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ และอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ ต่างเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน และเพื่อชิงความเป็นใหญ่ต่างก็ขอสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรเพื่อนบ้าน เช่น ไทย พม่า เพื่อขอกำลังมาสยบอาณาจักรลาวด้วยกันในลักษณะนี้ ในที่สุดอาณาจักรลาวทั้ง 3 แห่งนี้จะตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรสยามในปี พ.ศ. 2321

สยามได้ปกครองดินแดนลาวทั้งสามส่วนในฐานะประเทศราชรวม 114 ปี ในระยะเวลาดังกล่าวอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ได้ล่มสลายลงในปี พ.ศ. 2371 เนื่องจากในปี พ.ศ. 2369 พระเจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ได้พยายามทำสงครามเพื่อตั้งตนเป็นอิสระจากสยาม เนื่องจากไม่อาจทนต่อการกดขี่ของฝ่ายไทยได้ ทว่าหลังการปราบปรามของกองทัพไทยอย่างหนัก พระองค์เห็นว่าจะทำการไม่สำเร็จจึงตัดสินพระทัยหลบหนีไปพึ่งจักรวรรดิเวียดนามจนถึง พ.ศ. 2371 พระองค์จึงได้กลับมายังกรุงเวียงจันทน์พร้อมกับขบวนราชทูตเวียดนามพามาเพื่อขอสวามิภักดิ์สยามอีกครั้ง

แต่พอสบโอกาสพระองค์จึงนำทหารของตนฆ่าทหารไทยที่รักษาเมืองจนเกือบหมดและยึดกรุงเวียงจันทน์คืน กองทัพสยามรวบรวมกำลังพลและยกทัพมาปราบปรามเจ้าอนุวงศ์อีกครั้งจนราบคาบ จนพระเจ้าอนุวงศ์ต้องหลบหนีไปยังเวียดนามและในคราวนี้เองที่พระองค์ทรงถูกเจ้าเมืองพวนจับกุมตัวและส่งลงมากรุงเทพฯ

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธ เจ้าอนุวงศ์มากจึงทรงให้คุมขังเจ้าอนุวงศ์ประจานกลางพระนครจนสิ้นพระชนม์ ส่วนกรุงเวียงจันทน์ก็ทรงมีพระบรมราชโองการให้เผาทำลายจนไม่เหลือสภาพความเป็นเมือง และตั้งศูนย์กลางการปกครองฝ่ายไทยเพื่อดูแลอาณาเขตของอาณาจักรเวียงจันทน์ที่เมืองหนองคายแทน

พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช หน้าพระธาตุหลวง นครหลวงเวียงจันทน์
สมัยอาณานิคม การประกาศเอกราช และสงครามกลางเมืองในปี พ.ศ. 2436 สยามได้เกิดข้อขัดแย้งกับฝรั่งเศสในเรื่องอำนาจเหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงจนเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 จากการใช้เล่ห์เหลี่ยมของโอกุสต์ ปาวีกงสุลฝรั่งเศส โดยการใช้เรือรบมาปิดอ่าวไทยเพื่อบังคับให้ยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง รวมทั้งดินแดนอื่น ๆ ดินแดนลาวเกือบทั้งหมดก็เปลี่ยนไปตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศฝรั่งเศสในปีนั้นและถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนฝรั่งเศส ต่อมาภายหลังดินแดนลาวส่วนอื่นที่อยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงก็ตกเป็นของฝรั่งเศสอีกในปี พ.ศ. 2450

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
กองทัพญี่ปุ่นได้รุกเข้ามาในลาวและดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศสอื่นๆ เมื่อญี่ปุ่นใกล้แพ้สงคราม ขบวนการลาวอิสระซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อกู้เอกราชลาวในเวลานั้นประกาศเอกราชให้ประเทศลาวเป็นประเทศ ราชอาณาจักรลาว หลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสก็กลับเข้ามามีอำนาจในอินโดจีนอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากการที่เวียดมินห์ปลดปล่อยเวียดนามได้ จึงเป็นการสั่นคลอนอำนาจฝรั่งเศสจนยอมให้ลาวประกาศเอกราชบางส่วนในปี พ.ศ. 2492 และได้เอกราชสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2496

ภายหลังฝรั่งเศสรบแพ้เวียดนามที่เดียนเบียนฟู ผู้ที่มีบทบาทในการประกาศเอกราชคือ เจ้าสุวรรณภูมา เจ้าเพชรราช และ เจ้าสุภานุวงศ์ โดยมีเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ามหาชีวิต (พระมหากษัตริย์) จากอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางเดิม และได้รวมทั้ง 3 อาณาจักรคือ ล้านช้างหลวงพระบาง ล้านช้างเวียงจันทน์ และ ล้านช้างจำปาศักดิ์ เข้าด้วยกันเป็นราชอาณาจักรลาว

พ.ศ. 2502 เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์เสด็จสวรรคต เจ้าสว่างวัฒนาจึงขึ้นครองราชย์เป็นเจ้ามหาชีวิตแทน เหตุการณ์ในลาวยุ่งยากมาก เจ้าสุภานุวงศ์ 1 ในคณะลาวอิสระประกาศตนว่าเป็นพวกฝ่ายซ้ายนิยมคอมมิวนิสต์ และเป็นหัวหน้าขบวนการปะเทดลาว ได้ออกไปเคลื่อนไหวทางการเมืองในป่า เนื่องจากถูกฝ่ายขวาในลาวคุกคามอย่างหนัก ถึงปี พ.ศ. 2504 ร้อยเอกกองแลทำการรัฐประหารรัฐบาลเจ้าสุวรรณภูมา แต่ถูกกองทัพฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายรุมจนพ่ายแพ้ กองแลต้องลี้ภัยไปสหรัฐจนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์ทางการเมืองในระยะเวลาไม่นานหลังจากนั้นบังคับให้ลาวต้องกลายเป็นสมรภูมิลับของสงครามเวียดนาม และเป็นปัจจัยก่อให้เกิดการรัฐประหารและสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ ภายใต้การแทรกแซงของชาติต่างๆ ทั้งฝ่ายคอมมิวนิสต์และฝ่ายโลกเสรี จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2518 พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและเวียดนามเหนือ โดยการนำของเจ้าสุภานุวงศ์ ก็ยึดอำนาจรัฐจากรัฐบาลประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาสำเร็จ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาทรงยินยอมสละราชสมบัติ

พรรคประชาชนปฏิวัติลาวจึงประกาศสถาปนาประเทศลาวเป็น "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" อย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518 โดยยังคงแต่ตั้งให้อดีตเจ้ามหาชีวิตเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลระบอบใหม่ แต่ภายหลังพรรคประชาชนปฏิวัติลาวก็ได้กุมตัวอดีตเจ้ามหาชีวิตและมเหสีไปคุมขังในค่ายกักกันจนสิ้นพระชนม์ เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาต่อมา

การแบ่งเขตการปกครองดูบทความหลักที่ แขวงในประเทศลาว
ลาวแบ่งเป็น 16 แขวง ในหนึ่งแขวงจะมีหลาย เมือง ซึ่งจะมีหนึ่งเมืองเป็นเมืองหลวงเรียกว่า เมืองเอก และ 1 เขตปกครองพิเศษเรียกว่า นครหลวง ดังแสดงในตารางต่อไปนี้

ชื่อ ชื่ออังกฤษ ชื่อลาว/ เมืองเอก
1. แขวงอัดตะปือ Attapu เมืองสามักคีไซ
2. แขวงบ่อแก้ว Bokeo เมืองห้วยทราย
3. แขวงบอลิคำไซ Bolikhamxai เมืองปากซัน
4. แขวงจำปาสัก Champasak เมืองปากเซ
5. แขวงหัวพัน Houaphan เมืองซำเหนือ
6. แขวงคำม่วน Kammouan เมืองท่าแขก
7. แขวงหลวงน้ำทา Louang Namtha เมืองหลวงน้ำทา
8. แขวงหลวงพระบาง Louang Phabang เมืองหลวงพระบาง
9. แขวงอุดมไซ Oudomxai เมืองไซ
10. แขวงพงสาลี Phongsali เมืองพงสาลี
11. แขวงสาละวัน Salavan เมืองสาละวัน
12. แขวงสะหวันนะเขด Savannakhet เมืองไกสอน พมวิหาน
13. นครหลวงเวียงจันทน์ Vientian Capital นครหลวงเวียงจันทน์
(ประกอบด้วยเมืองจันทะบูลี, เมืองสีสัดตะนาก, เมืองไซเสดถา เมืองสีโคดตะบอง เมืองหาดซายฟอง และ ตอนใต้ของเมืองไซทานี)
14. แขวงเวียงจันทน์ Vientian เมืองโพนโฮง
15. แขวงไซยะบูลี Xaignabouli เมืองไซยะบูลี
16. แขวงเซกอง Xekong เมืองละมาม
17. แขวงเชียงขวาง Xiangkouang เมืองโพนสะหวัน

ประชากร
ประกอบด้วยชนชาติต่างๆ หลากหลายเชื้อชาติ ซึ่งในภาษาลาวจะเรียกรวมกันว่า "ประชาชนบรรดาเผ่า" สามารถจำแนกได้เป็น 68 ชนเผ่าโดยประมาณ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามถิ่นที่อยู่อาศัย ดังนี้

1.ลาวลุ่ม หมายถึงชาวลาวที่อาศัยอยู่ในเขตที่ราบ ส่วนใหญ่ได้แก่คนเชื้อชาติลาว ภูไท ไทดำ ไทลื้อ ฯลฯ ใช้ภาษาลาวหรือภาษาตระกูลภาษาไทเป็นภาษาหลัก ประชาชนกลุ่มนี้มีอยู่ร้อยละ 68 ของจำนวนประชากรทั้งหมดและอาศัยกระจายอยู่ทั่วประเทศ ถือว่าเป็นกลุ่มชาวลาวที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศ

2.ลาวเทิง หมายถึงชาวลาวที่อาศัยอยู่ในเขตที่ราบสูง เช่น ชาวบรู มะกอง งวน ตะโอย ตาเลียง ละเม็ด ละเวน กะตัง ฯลฯ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางภาคใต้ของประเทศ เช่น แขวงจำปาสัก แขวงเซกอง แขวงอัตตะปือ คิดเป็นร้อยละ 22 ของจำนวนประชากรทั้งหมด

3.ลาวสูง หมายถึงชาวลาวที่อาศัยอยู่ในเขตภูเขาสูง เช่น ชาวม้ง เย้า มูเซอ ผู้น้อย และชาวเขาเผ่าต่างๆ ส่วนมากอาศัยอยู่ในเขตภาคเหนือของลาว เช่น แขวงหลวงพระบาง แขวงเชียงขวาง และตามแนวตะเข็บชายแดนภาคเหนือ ชาวลาวกลุ่มนี้คิดเป็นจำนวนร้อยละ 9 ของจำนวนประชากรทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมีชาวลาวเชื้อสายเวียดนาม ชาวลาวเชื้อสายจีน รวมทั้งชาวต่างชาติอื่นๆ ในลาวคิดเป็นร้อยละ 2 ของจำนวนประชากรทั้งหมดด้วย
(ที่มาข้อมูล : วิกิพีเดีย)





ประเทศพม่า



ประเทศพม่า (หรือ Myanmar) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า (Republic of the Union of Myanmar) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และคาบสมุทรอินโดจีนซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด และมีพรมแดนทางแผ่นดินติดต่อกับสองประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลก ได้แก่ จีน และอินเดีย แต่เดิมชาวตะวันตกเรียกประเทศนี้ว่า Burma จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2532 พม่าได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น Myanmar

ชื่อใหม่นี้เป็นที่ยอมรับจากองค์การสหประชาชาติ แต่บางชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ไม่ยอมรับการเปลี่ยนชื่อนี้ เนื่องจากไม่ยอมรับรัฐบาลทหารที่เป็นผู้เปลี่ยนชื่อ ปัจจุบันหลายคนใช้คำว่า Myanmar ซึ่งมาจากชื่อประเทศในภาษาพม่าว่า Myanma Naingngandaw ไม่ว่าจะมีความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาลทหารอย่างไรก็ตาม คำว่าเมียนมาร์ เป็นการทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษว่า Myanmar แต่ความจริงแล้ว ชาวพม่าเรียกชื่อประเทศตนเองว่า มยะหม่า หรือ เมียนมา ส่วนในประเทศไทยจะสะกดว่า เมียนมาร์

ประวัติศาสตร์ประวัติศาสตร์ของพม่านั้นมีความยาวนานและซับซ้อน มีประชาชนหลายเผ่าพันธุ์เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เผ่าพันธุ์เก่าแก่ที่สุดที่ปรากฏได้แก่มอญ ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 13 ชาวพม่าได้อพยพลงมาจากบริเวณพรมแดนระหว่างจีนและทิเบต เข้าสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดี และได้กลายเป็นชนเผ่าส่วนใหญ่ที่ปกครองประเทศในเวลาต่อมา ความซับซ้อนของประวัติศาสตร์พม่ามิได้เกิดขึ้นจากกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนพม่าเท่านั้น แต่เกิดจากความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอันได้แก่ จีน อินเดีย บังกลาเทศ ลาว และไทยอีกด้วย

มอญ
มนุษย์ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนของประเทศพม่าเมื่อราว 11,000 ปีมาแล้ว แต่ชนเผ่าแรกที่สามารถสร้างอารยธรรมขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนได้ก็คือชาวมอญ ชาวมอญได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้เมื่อราว 2,400 ปีก่อนพุทธกาล และได้สถาปนาอาณาจักรสุวรรณภูมิ อันเป็นอาณาจักรแห่งแรกขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 2 ณ บริเวณใกล้เมืองท่าตอน (Thaton) ชาวมอญได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธผ่านทางอินเดียในราวพุทธศตวรรษที่ 2 ซึ่งเชื่อว่ามาจากการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช บันทึกของชาวมอญส่วนใหญ่ถูกทำลายในระหว่างสงคราม วัฒนธรรมของชาวมอญเกิดขึ้นจากการผสมเอาวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ากับวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองจนกลายเป็นวัฒนธรรมลักษณะลูกผสม ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 ชาวมอญได้เข้าครอบครองและมีอิทธิพลในดินแดนตอนใต้ของเมียนมาร์

พยู
ชาวปยูหรือพยูเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนประเทศเมียนมาร์ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 4 และได้สถาปนานครรัฐขึ้นหลายแห่ง เช่นที่ พินนาคา (Binnaka) มองกะโม้ (Mongamo) อาณาจักรศรีเกษตร (Sri Ksetra) เปียทะโนมโย (Peikthanomyo) และหะลินยี (Halingyi) ในช่วงเวลาดังกล่าว ดินแดนเมียนมาร์เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าระหว่างจีนและอินเดีย จากเอกสารของจีนพบว่า มีเมืองอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของชาวพยู 18 เมือง และชาวพยูเป็นชนเผ่าที่รักสงบ ไม่ปรากฏว่ามีสงครามเกิดขึ้นระหว่างชนเผ่าพยู ข้อขัดแย้งมักยุติด้วยการคัดเลือกตัวแทนให้เข้าประลองความสามารถกัน

อาณาจักรพุกาม
เขตแดนในประเทศพม่าชาวพม่าเป็นชนเผ่าจากทางตอนเหนือที่ค่อย ๆ อพยพแทรกซึมเข้ามาสั่งสมอิทธิพลในดินแดนประเทศพม่าทีละน้อย กระทั่งปีพุทธศักราช 1392 จึงมีหลักฐานถึงอาณาจักรอันทรงอำนาจซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง "พุกาม" (Pagan) โดยได้เข้ามาแทนที่ภาวะสุญญากาศทางอำนาจภายหลังจากการเสื่อมสลายไปของอาณาจักรชาวพยู อาณาจักรของชาวพุกามแต่แรกนั้นมิได้เติบโตขึ้นอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กระทั่งในรัชสมัยของพระเจ้าอโนรธา (พ.ศ. 1587–1620) พระองค์จึงสามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสำเร็จ และเมื่อพระองค์ทรงตีเมืองท่าตอนของชาวมอญได้ในปีพุทธศักราช 1600 อาณาจักรพุกามก็กลายเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็งที่สุดในดินแดนพม่า อาณาจักรพุกามมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าจานสิตา (พ.ศ. 1624–1655) และพระเจ้าอลองสิธู (พ.ศ. 1655–1710) ทำให้ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ดินแดนในคาบสมุทรสุวรรณภูมิเกือบทั้งหมดถูกครอบครองโดยอาณาจักรเพียงสองแห่ง คือเขมรและพุกาม

อำนาจของอาณาจักรพุกามค่อยๆ เสื่อมลง ด้วยเหตุผลหลักสองประการ ส่วนหนึ่งจากการถูกเข้าครอบงำโดยของคณะสงฆ์ผู้มีอำนาจ และอีกส่วนหนึ่งจากการรุกรานของจักรวรรดิมองโกลที่เข้ามาทางตอนเหนือ พระเจ้านรสีหบดี (ครองราชย์ พ.ศ. 1779–1830) ได้ทรงนำทัพสู่ยุนนานเพื่อยับยั้งการขยายอำนาจของมองโกล แต่เมื่อพระองค์แพ้สงครามที่งาสองกยัน (Ngasaunggyan) ในปีพุทธศักราช 1820 ทัพของอาณาจักรพุกามก็ระส่ำระสายเกือบทั้งหมด พระเจ้านรสีหบดีถูกพระราชโอรสปลงพระชนม์ในปีพุทธศักราช 1830 กลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้อาณาจักรมองโกลตัดสินใจรุกรานอาณาจักรพุกามในปีเดียวกันนั้น ภายหลังสงครามครั้งนี้ อาณาจักรมองโกลก็สามารถเข้าครอบครองดินแดนของอาณาจักรพุกามได้ทั้งหมด ราชวงศ์พุกามสิ้นสุดลงเมื่อมองโกลได้แต่งตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นบริหารดินแดนพม่าในปีพุทธศักราช 1832

อังวะและหงสาวดีหลังจากการล่มสลายของอาณาจักรพุกาม พม่าได้แตกแยกออกจากกันอีกครั้ง ราชวงศ์อังวะซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรพุกามได้ถูกสถาปนาขึ้นที่เมืองอังวะในปีพุทธศักราช 1907 ศิลปะและวรรณกรรมของพุกามได้ถูกฟื้นฟูจนยุคนี้กลายเป็นยุคทองแห่งวรรณกรรมของพม่า แต่เนื่องด้วยอาณาเขตที่ยากต่อป้องกันการรุกรานจากศัตรู เมืองอังวะจึงถูกชาวไทใหญ่เข้าครอบครองได้ในปีพุทธศักราช 2070

อังวะและหงสาวดีหลังจากการล่มสลายของอาณาจักรพุกาม พม่าได้แตกแยกออกจากกันอีกครั้ง ราชวงศ์อังวะซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรพุกามได้ถูกสถาปนาขึ้นที่เมืองอังวะในปีพุทธศักราช 1907 ศิลปะและวรรณกรรมของพุกามได้ถูกฟื้นฟูจนยุคนี้กลายเป็นยุคทองแห่งวรรณกรรมของพม่า แต่เนื่องด้วยอาณาเขตที่ยากต่อป้องกันการรุกรานจากศัตรู เมืองอังวะจึงถูกชาวไทใหญ่เข้าครอบครองได้ในปีพุทธศักราช 2070

ราชวงศ์อลองพญา
ราชวงศ์อลองพญาได้รับการสถาปนาขึ้นและสร้างความเข้มแข็งจนถึงขีดสุดได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว พระเจ้าอลองพญาซึ่งเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมจากชาวพม่า ได้ขับไล่ชาวมอญที่เข้ามาครอบครองดินแดนของชาวพม่าได้ในปี พ.ศ. 2296 จากนั้นก็สามารถเข้ายึดครองอาณาจักรมอญได้อีกครั้งในปี พ.ศ. 2302 ทั้งยังสามารถกลับเข้ายึดครองกรุงมณีปุระได้ในช่วงเวลาเดียวกัน พระองค์สถาปนาให้เมืองย่างกุ้งเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 2303 หลังจากเข้ายึดครองตะนาวศรี (Tenasserim) พระองค์ได้ยาตราทัพเข้ารุกรานอยุธยา แต่ต้องประสบความล้มเหลวเมื่อพระองค์ทรงสวรรคตระหว่างการสู้รบ พระเจ้าเซงพะยูเชง (Hsinbyushin, ครองราชย์ พ.ศ. 2306 – 2319) พระราชโอรส ได้โปรดให้ส่งทัพเข้ารุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2309 ซึ่งประสบความสำเร็จในปีถัดมา

ในรัชสมัยนี้ แม้จีนจะพยายามขยายอำนาจเข้าสู่ดินแดนพม่า แต่พระองค์ก็สามารถยับยั้งการรุกรานของจีนได้ทั้งสี่ครั้ง (ในช่วงปี พ.ศ. 2309–2312) ทำให้ความพยายามในการขยายพรมแดนของจีนทางด้านนี้ต้องยุติลง ในรัชสมัยของพระเจ้าโบดอพญา (Bodawpaya, ครองราชย์ พ.ศ. 2324–2362) พระโอรสอีกพระองค์หนึ่งของพระเจ้าอลองพญา พม่าต้องสูญเสียอำนาจที่มีเหนืออยุธยาไป แต่ก็สามารถผนวกดินแดนยะไข่ (Arakan) และตะนาวศรี (Tenasserim) เข้ามาไว้ได้ในปี พ.ศ. 2327 และ 2336 ตามลำดับ ในช่วงเดือนมกราคมของปี พ.ศ. 2366 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าบาคยีดอว์ (Bagyidaw, ครองราชย์ พ.ศ. 2362–2380) ขุนนางชื่อมหาพันธุละ (Maha Bandula) นำทัพเข้ารุกรานแคว้นอัสสัมได้สำเร็จ ทำให้พม่าต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับอังกฤษที่ครอบครองอินเดียอยู่ในขณะนั้น

สงครามกับอังกฤษและการล่มสลายของราชอาณาจักรพม่า

พระเจ้าธีบอ และพระนางศุภยาลัต
ภาพเจดีย์ชเวดากอง วาดโดยช่างภาพชาวอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2368สืบเนื่องจากการพยายามขยายอำนาจของอังกฤษ กองทัพอังกฤษได้เข้าทำสงครามกับพม่าในปี พ.ศ. 2367 สงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่หนึ่งนี้ (พ.ศ. 2367–2369) ยุติลงโดยอังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายพม่าจำต้องทำสนธิสัญญายันดาโบ (Yandaboo) กับอังกฤษ ทำให้พม่าต้องสูญเสียดินแดนอัสสัม มณีปุระ ยะข่าย และตะนาวศรีไป ซึ่งอังกฤษเริ่มก็ต้นตักตวงทรัพยากรต่าง ๆ ของพม่านับแต่นั้น เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับวัตถุดิบที่จะป้อนสู่สิงคโปร์ สร้างความแค้นเคืองให้กับทางพม่าเป็นอย่างมาก กษัตริย์องค์ต่อมาจึงทรงยกเลิกสนธิสัญญายันดาโบ และทำการโจมตีผลประโยชน์ของฝ่ายอังกฤษ ทั้งต่อบุคคลและเรือ เป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่สอง ซึ่งก็จบลงโดยชัยชนะเป็นของอังกฤษอีกครั้ง

หลังสิ้นสุดสงครามครั้งนี้ อังกฤษได้ผนวกหงสาวดีและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าไว้กับตน โดยได้เรียกดินแดนดังกล่าวเสียใหม่ว่าพม่าตอนใต้ สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในพม่า เริ่มต้นด้วยการเข้ายึดอำนาจโดยพระเจ้ามินดง (Mindon Min, ครองราชย์ พ.ศ. 2396–2421) จากพระเจ้าปะกัน (Pagin Min, ครองราชย์ พ.ศ. 2389–2396) ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระชนนี พระเจ้ามินดงพยายามพัฒนาประเทศพม่าเพื่อต่อต้านการรุกรานของอังกฤษ พระองค์ได้สถาปนากรุงมัณฑะเลย์ ซึ่งยากต่อการรุกรานจากภายนอก ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการรุกรานจากอังกฤษได้

รัชสมัยต่อมา พระเจ้าธีบอ (Thibow, ครองราชย์ พ.ศ. 2421–2428) ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้ามินดง ทรงมีบารมีไม่พอที่จะควบคุมพระราชอาณาจักรได้ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นไปทั่วในบริเวณชายแดน ในที่สุดพระองค์ได้ตัดสินพระทัยยกเลิกสนธิสัญญากับอังกฤษที่พระเจ้ามินดงได้ทรงกระทำไว้ และได้ประกาศสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งที่สามในปีพุทธศักราช 2428 ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้อังกฤษสามารถเข้าครอบครองดินแดนประเทศพม่าส่วนที่เหลือเอาไว้ได้

ภูมิศาสตร์ที่ตั้ง
ประเทศพม่าตั้งอยู่ที่ละติจูดที่ 28 องศา 30 ลิปดา ถึง 10 องศา 20 ลิปดาเหนือ ภูมิประเทศตั้งอยู่ตามแนวอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามันทำให้มีชายฝั่งทะเลยาวถึง 2,000 ไมล์ และมีหาดที่สวยงามเก่าแก่บริสุทธิ์อยู่หลายแห่ง พม่ามีชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือติดกับบังคลาเทศและอินเดีย และทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับธิเบตและจีน ส่วนทางตะวันออกติดกับลาว และทางตอนใต้ติดกับไทย รูปพรรณสัณฐานเหมือนกับว่าวที่มีหางยาวล้อมรอบเกือกม้าขนาดใหญ่คือแนวเทือกเขามหึมา และภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ มียอดเขาสูงอยู่มากมายตามแนวเทือกเขาของพม่า และมีหลายยอดที่สูงเกินกว่า 10,000 ฟุต

ตามแนวชายแดนหิมาลัยทางเหนือของพม่าที่ติดกับธิเบตเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ฮากากาโบ ราซี” 19,314 ฟุต ต่ำลงมาจากแนวเขาเหล่านี้เป็นที่ราบกว้างใหญ่ภายในประเทศพม่า รวมทั้งเขตแห้งแล้งกินอาณาเขตกว้างตอนกลางของพม่า และยังมีที่ราบลุ่มบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดีที่อุดมสมบูรณ์ทอดยาวลงไปทางตอนใต้ เป็นนาข้าวกว้างใหญ่ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด

ลักษณะภูมิประเทศภาคเหนือ – เทือกเขาปัตไก เป็นพรมแดนระหว่างพม่าและอินเดีย
ภาคตะวันตก – เทือกเขาอาระกันโยมากั้นเป็นแนวยาว
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – เป็นที่ราบสูงชัน
ภาคใต้ – มีทิวเขาตะนาวศรี กั้นระหว่างไทยกับพม่า
ภาคกลาง – เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดี

การแบ่งเขตการปกครอง
เขตการปกครองทั้ง 14 แห่งของพม่าและเมืองหลวงประเทศพม่าแบ่งเป็น 7 เขต (divisions) และ 7 รัฐ (states) ได้แก่

เขต 
ชื่อ เมืองเอก พื้นที่ (km2) ประชากร
1. เขตตะนาวศรี (Tanintharyi) ทวาย 43,328 1,327,400
2. เขตพะโค (Bago) พะโค 39,404 5,014,000
3. เขตมัณฑะเลย์ (Mandalay) มัณฑะเลย์ 37,023 6,442,000
4. เขตมาเกว (Magway) มาเกว 44,819 4,464,000
5. เขตย่างกุ้ง (Yangon) ย่างกุ้ง 10,170 5,420,000 (2542)
6. เขตสะกาย (Sagaing) สะกาย 93,527 5,300,000 (2539)
7. เขตอิรวดี (Ayeyarwady) พะสิม 35,138 6,663,000

เศรษฐกิจ
เกษตรกรรม เป็นอาชีพหลัก เขตเกษตรกรรมคือบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสะโตง แม่น้ำทวาย-มะริด ปลูกข้าวเจ้า ปอกระเจา อ้อย และพืชเมืองร้อนอื่น ๆ ส่วนเขตฉาน อยู่ติดแม่น้ำโขงปลูกพืชผักจำนวนมาก ทำเหมืองแร่ ภาคกลางตอนบนมีน้ำมันปิโตรเลียม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขุดแร่ หิน สังกะสี และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ทำเหมืองดีบุกทางตอนใต้เมืองมะริดมีเพชรและหยกจำนวนมาก การทำป่าไม้ มีการทำป่าไม้สักทางภาคเหนือ ส่งออกขายและล่องมาตามแม่น้ำอิรวดีเข้าสู่ย่างกุ้ง อุตสาหกรรม กำลังพัฒนา อยู่บริเวณตอนล่าง เช่น ย่างกุ้ง และ มะริด และทวาย เป็นอุตสาหกรรมต่อเรือเดินสมุทรที่ใหญ่ของพม่า เป็นประเทศกำลังพัฒนาขั้นต่ำ

ประชากร
จำนวนประชากรประมาณ 50.51 ล้านคน (พ.ศ.2548) ความหนาแน่นโดยเฉลี่ย 61 คน/ตารางกิโลเมตร พม่ามีประชากรหลายเชื้อชาติ จึงเกิดเป็นปัญหาชนกลุ่มน้อย มีชาติพันธุ์พม่า 63% ไทยใหญ่ 16% มอญ 5% ยะไข่ 5% กะเหรี่ยง 3.5% คะฉิ่น 3% ไทย 3% ชิน 1%

(ที่มาข้อมูล : วิกิพีเดีย)



 
 
Copyright © PHOTO WORLD TOURS & TRANSPORT LTD.,PART , All Rights Reserved.


PHOTO WORLD TOURS & TRANSPORT LTD.,PART
1/109 Moo 9 Soi Pibulsongkram 6, Pibulsongkram Rd.,
Nonthaburi 11000, Thailand LICENCE 11/1064
TEL : 02- 966-7531-2 FAX : 02-966-7532

1/109 หมู่ 9 ซ.พิบูลสงคราม 6 ถ.พิบูลสงคราม ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 แผนที่
URL : http://www.indochinaontour.com
E-mail : sales@indochinaontour.com